header image

รายละเอียดของรายวิชา

ชื่อสถาบันอุดมศึกษา1      มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

วิทยาเขต/คณะ/ภาควิชา1 อีสาน / คณะศึกษาศาสตร์ / สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ

หมวดที่ 1 ข้อมูลทั่วไป

1. รหัสและชื่อรายวิชา 1

           GE 2010                      ชื่อรายวิชา  (ไทย) จริยธรรมและทักษะการศึกษา

                                                                             (อังกฤษ) Ethics and Study Skills

2. จำนวนหน่วยกิต1

                      3 หน่วยกิต (3-0-6)

3. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา

หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์

4. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน1

      ดร.ภัทรชัย อุทาพันธ์

5. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน1

           ภาคการศึกษาที่ 1/2556 / ชั้นศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ ปีที่ 2 บรรพชิต,  คฤหัสถ์ (กลุ่ม 1, กลุ่ม 2)

6. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre- requisites) (ถ้ามี) 1

           -ไม่มี

7. รายวิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ามี) 1

           -ไม่มี

8. สถานที่เรียน1

      ห้อง 231-232 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน

9. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด1

     23 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2554

หมวดที่ 2 จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์

1. จุดมุ่งหมายของรายวิชา1

         1.เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักจริยธรรมบทบาทและหน้าที่ของแต่ละบุคคลเพื่อให้รู้จักตัดสินปัญหา

         2.เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมศึกษา

                3.เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเพิ่มพูนทักษะในการเรียนระดับอุดมศึกษา ค้นคว้าวิชาการ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

2. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา1

 เพื่อให้นักศึกษามีความรู้พื้นฐานด้านลักษณะความหมายของหลักจริยธรรม บทบาท หน้าที่ของแต่ล่ะบุคคล การตัดสินปัญหา และทักษะในการใช้เวลาว่างได้อย่างเหมาะสม

หมวดที่ 3 ลักษณะและการดำเนินการ

1. คำอธิบายรายวิชา1

          ศึกษาหลักจริยธรรมบทบาทและหน้าที่ของแต่ละบุคคลเพื่อให้รู้จักตัดสินปัญหาและปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมศึกษาและเพิ่มพูนทักษะในการเรียนระดับอุดมศึกษา เช่น การใช้เวลาอย่างเหมาะสมการร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตรการทำงานร่วมกับผู้อื่นการคิดคะแนนสะสมการเตรียมตัวสอบการศึกษาค้นคว้าในห้องสมุดการเขียนรายงาน

          Study of ethical principle’s, role’s and duties of an individual to know how to handle the problems and practice righteously to be able to carry beneficial life to oneself and society, study and increase of skills in higher education such as time spent appropriately, participation in activities out of curriculum, working with others, calculation of accumulated marks, preparation for examination, research in a library and reporting.

2. จำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา1

บรรยาย

สอนเสริม

การฝึกปฏิบัติ/งาน

ภาคสนาม/การฝึกงาน

การศึกษาด้วยตนเอง

1บรรยาย  48 ชั่วโมงต่อภาคการศึกษา

สอนเสริมตามความต้องการของนักศึกษาเฉพาะราย

ไม่มีการฝึกปฏิบัติ

การศึกษาด้วยตนเอง  6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

3. จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์ให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นักศึกษาเป็นรายบุคคล1        อาจารย์จัดเวลาให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มตามความต้องการ  1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  (เฉพาะรายที่ต้องการ)

หมวดที่ 4 การพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษา (มคอ.2 หมวด 4)

1. คุณธรรม  จริยธรรม

1.1       คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา

- มีจิตสำนึกปฏิบัติและตระหนักศึกษาในจริยธรรมและทักษะการศึกษา

- มีวินัย ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

- มีจิตสาธารณะ มีความรักความเมตตาต่อสรรพสัตว์

1.2       วิธีการสอน1

- บรรยายพร้อมยกตัวอย่างในองค์ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมและทักษะการศึกษา

- สอดแทรกเนื้อหาสาระในวิชาเรียน

- เข้าเรียนตรงเวลาและแต่งกายสุภาพเรียบร้อยให้เป็นไปตามระเบียบ ของมหาวิทยาลัย

- การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงในการปฏิบัติ ทำงานกลุ่มในชั้นเรียนหรือในวิชาเรียน

1.3       วิธีการประเมินผล1

- ประเมินผลการเรียนรู้จากการเรียนรายวิชาจริยธรรมและทักษะการศึกษา

- ประเมินพฤติกรรมโดยเพื่อนนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ผู้สอน

- พฤติกรรมการเข้าเรียน  ส่งงานที่ได้รับมอบหมายตามขอบเขตที่ให้ตรงเวลา และการเข้าร่วมกิจกรรม

- ประเมินผลการศึกษาจากภาคการทำรายงาน

2. ความรู้

     2.1 ความรู้ที่ต้องได้รับ1

-มีความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานเกี่ยวกับความหมายของจริยธรรมและทักษะการศึกษา

- สามารถเข้าใจในทฤษฎีและหลักการปฏิบัติสำคัญของจริยธรรมและทักษะการศึกษา

- มีทักษะและประสบการณ์การเรียนรู้ด้านทฤษฎีและการปฏิบัติสามารถน้ำไปใช้ชีวิตประจำวัน

- ตระหนักศึกษาในธรรมเนียมปฏิบัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและทักษะการศึกษา

- นำความรู้ด้านจริยธรรมและทักษะการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม

     2.2 วิธีการสอน1

     บรรยาย  อภิปราย  ซักถาม การทำงานกลุ่ม การนำเสนอรายงาน โดยนำมาวิเคราะห์และสรุปในการนำเสนอ  และเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

     2.3 วิธีการประเมินผล1

-  ทดสอบย่อย  สอบปลายภาค  ด้วยแบบทดสอบที่เน้นเรื่องการวัดหลักการและการนำไปใช้

-  ประเมินจากการเข้าเรียน และสามารถสอนคนอื่นได้

 

3. ทักษะทางปัญญา

     3.1 ทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา1

- ทักษะในการวิเคราะห์ แยกแยะ และการควบคุมอารมณ์

- ทักษะในการเลือกใช้จริยธรรมและทักษะการศึกษาที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาตนเองและสังคม

- ทักษะในการนำหลักจริยธรรมและทักษะการศึกษาไปปฏิบัติ

     3.2 วิธีการสอน1

- การบรรยาย/อภิปราย/ซักถาม/สัมมนา

- สังเกตวิธีการเข้าเรียน ความตั้งใจ และความก้าวหน้าในการพัฒนาความรู้

-นักศึกษาแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมีข้อคิดเห็นร่วมกัน

     3.3 วิธีการประเมินผล

- ประเมินผลจากการสอบกลางภาค และการสอบปลายภาค

- ประเมินผลจากการเข้าเรียน ความตั้งใจ และการนำเสนอรายงาน

- สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียน กิจกรรม และการร่วมงานกลุ่ม

4. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ

     4.1 ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา

- ทักษะการทำงานเป็นทีม

- ทักษะการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

- ทักษะการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วไป

     4.2 วิธีการสอน1

- จัดกิจกรรมกลุ่มในการวิเคราะห์กรณีศึกษา

- ปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม

- การนำเสนอผลงานรายกลุ่มและการปฏิบัติตามคำสอนในจริยธรรมและทักษะการศึกษา

     4.3 วิธีการประเมินผล1

- ประเมินจากงานที่นำเสนอ และพฤติกรรมการทำงานเป็นกลุ่ม

- การนำเสนอผลงาน การปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและทักษะการศึกษา

5. ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

     5.1 ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องพัฒนา

- การใช้ระเบียบวิธีเชิงตัวเลขในการแก้ปัญหา สมการทางสังคมได้อย่างเหมาะสม

- การใช้คอมพิวเตอร์ในการสืบค้นด้านจริยธรรมและทักษะการศึกษา

- การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

     5.2 วิธีการสอน1

- มอบหมายงานให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และการนำเสนอโดยใช้รูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

     5.3 วิธีการประเมินผล1

- ประเมินจากรายงาน รูปแบบการนำเสนอและการฝึกปฏิบัติตามหลักธรรมด้านจริยธรรมและทักษะการศึกษา

 

หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล  (กระจายจากคำอธิบายรายวิชา)

1. แผนการสอน

สัปดาห์ที่

หัวข้อ /รายละเอียด

จำนวนชั่วโมง

กิจกรรมการเรียนการสอน/สื่อที่ใช้

ผู้สอน

1

แนะแนวการศึกษา

-  คำอธิบายรายวิชา

-  การประเมินผลการเรียน

-  ความหมายของจริยธรรม

-  ความหมายของจริยศาสตร์

3

-บรรยาย อภิปราย ซักถาม

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

2-3

ความหมายและโครงสร้างแนวคิดด้านจริยธรรม

-  คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับจริยธรรม

-  องค์ประกอบ ประเภท โครงสร้างด้านแนวคิด

บ่อเกิดของจริยธรรม

 

- บ่อเกิดที่เป็นแหล่งที่มาของจริยธรรม

 

6

-  บรรยายโดยใช้เอกสารประกอบการสอน พาวเวอร์พอยท์และภาพเคลื่อนไหว              อภิปราย ซักถาม   งานมอบหมาย    

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

4-5

จริยธรรมกับการศึกษาทิศ 6

- ความหมาย

- หลักปฏิบัติ

- สิงคาลกสูตร

จริยธรรมผู้นำ ผู้ตาม และนักศึกษา

- ความหมาย

- หลักการประพฤติ

6

-  บรรยายโดยใช้เอกสารประกอบการสอน พาวเวอร์พอยท์และภาพเคลื่อนไหว   งานมอบหมาย

  อภิปราย-ซักถาม 

                

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

6-7

ระดับของจริยธรรม

- จริยธรรมระดับต้น

- ระดับกลาง

- ระดับสูง

- ประโยชน์

 

6

-  บรรยายโดยใช้เอกสารประกอบการสอน พาวเวอร์พอยท์และภาพเคลื่อนไหว

มอบหมายงานอภิปราย-ซักถาม                        

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

8

ทดสอบระหว่างภาค

3

แบบทดสอบ

 

9-10

จริยธรรมตะวันออก

-      จริยธรรมจีน ได้แก่

-  เต๋า

- ขงจื้อ

- โม่จื้อ

- เม้งจื้อ

- ซุนจื้อ

6

-  บรรยายโดยใช้เอกสารประกอบการสอน พาวเวอร์พอยท์และภาพเคลื่อนไหว

นำเสนองานมอบหมาย    อภิปราย-ซักถาม   

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

11-12

จริยธรรมตะวันออก

- จริยธรรมอินเดีย ได้แก่

- ฮินดู, พุทธ, เชน,

- ซิกข์, มหาตมะ คานธี

6

-  บรรยายโดยใช้เอกสารประกอบการสอน พาวเวอร์พอยท์และภาพเคลื่อนไหว

 นำเสนองานมอบหมาย    อภิปราย-ซักถาม

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

13-14

จริยธรรมตะวันตก

-     โสเครตีส

-      เพลโต

-      อริสโตเติล

 

6

-   บรรยายโดยใช้เอกสารประกอบ การสอน พาวเวอร์พอยท์และภาพเคลื่อนไหว

นำเสนองานมอบหมาย

 อภิปราย-ซักถาม  

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

15

สรุปการบรรยาย

 

3

-    บรรยายสรุปโดยใช้เอกสารประกอบ การสอน พาวเวอร์พอยท์และภาพเคลื่อนไหว

เขียนบทความ อภิปราย-ซักถาม   

ดร.ภัทรชัย  อุทาพันธ์

 

 

สอบปลายภาค

 

2. แผนการประเมินผลการเรียนรู้

กิจกรรม

ที่

ผลการเรียนรู้

วิธีการประเมิน

สัปดาห์ ประเมิน

สัดส่วนของการประเมินผล

1

นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานด้านลักษณะความหมายของหลักจริยธรรม บทบาท หน้าที่ของแต่ละบุคคล การตัดสินปัญหา และทักษะในการใช้เวลาว่างได้อย่างเหมาะสม

ใช้ข้อสอบปลายภาคแบบข้อเขียน

-

40%

2

นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนในรายวิชาจริยธรรมและทักษะการศึกษาไปปฏิบัติและสามารถสอนคนอื่นได้

แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ

8

30%

3

นักศึกษาตั้งใจและสนใจเรียนในรายวิชาจริยธรรมและทักษะการศึกษา

ประเมินผลจากการเข้าห้องเรียนของนักศึกษา

ทุกครั้ง

10%

4

การส่งงานที่ได้รับมอบหมายและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

นักศึกษานำเสนองานมอบหมาย ส่งงานตรงเวลาและผลงานถูกต้อง สมบูรณ์

15

20%

รวม

100%

 

หมวดที่ 6 ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน (มคอ.2 หมวด 7 ข้อ 2)

1. เอกสารและตำราหลัก

          ดร.ภัทรชัย อุทาพันธ์, เอกสารประกอบการบรรยาย :   รายวิชาจริยธรรมและทักษะการศึกษา (Ethics and Study Skills) GE 2010.มมร.วิทยาเขตอีสาน, 2556.                      

2. เอกสารและข้อมูลสำคัญ1

กีรติ บุญเจือ, ปรัชญาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2522.

—————., แก่นปรัชญาปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2522.

ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์,รศ., จริยศาสตร์ (Ethics). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2548.

บุญมี แท่นแก้ว, ผศ., ปรัชญาตะวันตกร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2548.

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม. กรุงเพทฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2546.

3. เอกสารและข้อมูลแนะนำ

      เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น  หอสมุดแห่งชาติ  ห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสานและของมหาวิทยาลัยต่างๆ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและทักษะการศึกษา เช่น

-          http://www.baanjomyut.com/library/ethics/01.html

-          http://www.jariyatam.com/ethics-01/328-2009-07-17-07-24-38

-          http://nan-zee-2.blogspot.com/2011/05/blog-post.html

-          http://www.youtube.com/watch?v=a1RSEUjdaWs

-          http://www.dlitemag.com/index.php

-          http://www.baanjomyut.com/pratripidok/buddhaprawat/11.html

-          http://suchart.rmutl.ac.th/Misc/Direction.php

หมวดที่ 7 การประเมินและปรับปรุงการดำเนินการของรายวิชา

1. กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาโดยนักศึกษา (มคอ. 2 หมวด 8 ข้อ 1)

    การประเมินประสิทธิผลในรายวิชานี้ ที่จัดทำโดยนักศึกษา ได้จัดกิจกรรมในการนำแนวคิดและความคิดเห็นจากนักศึกษา ได้ดังนี้

                - การสนทนากลุ่มระหว่างผู้สอนและผู้เรียน

                - แบบประเมินผู้สอน  และแบบประเมินรายวิชา

2. กลยุทธ์การประเมินการสอน (มคอ.2 หมวด 8 ข้อ 1)

    ในการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการสอน ได้มีกลยุทธ์ดังนี้

         -  ผลการเรียนของนักศึกษา

3. การปรับปรุงการสอน (มคอ.2 หมวด 8 ข้อ 1)

     หลังจากผลการประเมินการสอนในข้อ 2 จึงมีการปรับปรุงการสอน โดยการจัดกิจกรรมในการระดมสมอง การปฏิบัติและหาข้อมูลในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาให้ทันสมัยและเหมาะสมกับนักศึกษารุ่นต่อไป

4. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาในรายวิชา (มคอ.2 หมวด 5 ข้อ 2)

     ในระหว่างกระบวนการสอนรายวิชา มีการทบทวนผลสัมฤทธิ์ในรายหัวข้อ ตามที่คาดหวังจากการเรียนรู้ในรายวิชา ได้จากการสอบถามนักศึกษา การสุ่มตรวจผลงานของนักศึกษา และการฝึกคิดวิเคราะห์ในหลักจริยธรรมและทักษะการศึกษาของนักศึกษา รวมถึงพิจารณาผลสอบของนักศึกษา

5. การดำเนินการทบทวนและการวางแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรายวิชา (มคอ.2 หมวด 8 ข้อ 4)

     จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธิ์ประสิทธิผลรายวิชา  ได้มีการวางแผนการปรับปรุงการสอนและรายละเอียดวิชา เพื่อให้เกิดคุณภาพมากขึ้น ดังนี้

      - ปรับปรุงรายวิชาทุก 5 ปี  หรือตามข้อเสนอแนะและผลทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ตามข้อ 4

      - เปลี่ยนหรือสลับอาจารย์ผู้สอนหรือเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงเพื่อให้นักศึกษามีมุมมองในเรื่องการประยุกต์ความรู้เพื่อนำไปใช้ในการสร้างสรรค์จริยธรรมและทักษะทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

under: Uncategorized
under: Uncategorized

Ethics and Study Skills

Posted by: | June 9, 2013 | No Comment |

วิชาจริยธรรมและทักษะการศึกษา GE 2010 (Ethics and study skills)

บรรยายโดย : ดร. ภัทรชัย อุทาพันธ์                                                 

ระดับศึกษาศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1/2556           

คณะศึกษาศาสตร์  สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ   มมร.วิทยาเขตอีสาน จ.ขอนแก่น

 

teach-153-big

 

สัปดาห์ที่ 1 แนะแนวการศึกษา  11/06/56 เวลา 12.30-15.30 น.

GE 2010     ชื่อรายวิชา  (ไทย)  จริยธรรมและทักษะการศึกษา

                                        (อังกฤษ)   Ethics and Study Skills

คำอธิบายรายวิชา

          ศึกษาหลักจริยธรรมบทบาทและหน้าที่ของแต่ละบุคคลเพื่อให้รู้จักตัดสินปัญหาและปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมศึกษาและเพิ่มพูนทักษะในการเรียนระดับอุดมศึกษา เช่น การใช้เวลาอย่างเหมาะสมการร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตรการทำงานร่วมกับผู้อื่นการคิดคะแนนสะสมการเตรียมตัวสอบการศึกษาค้นคว้าในห้องสมุดการเขียนรายงาน

          Study of ethical principle’s, role’s and duties of an individual to know how to handle the problems and practice righteously to be able to carry beneficial life to oneself and society, study and increase of skills in higher education such as time spent appropriately, participation in activities out of curriculum, working with others, calculation of accumulated marks, preparation for examination, research in a library and reporting.

 

การประเมินผล
1.  การเข้าเรียน/ความสนใจ                   10     %

2. สอบระหว่างภาค                                30    %

3. งานมอบหมาย/การนำเสนอ               20     %

4.  ข้อสอบปลายภาค                              40     %

       (รวมทั้งสิ้น      100     %)

เกณฑ์การให้คะแนน

คะแนน                 80-100             เกรด       A             (4.00)

คะแนน                  75-79              เกรด       B+          (3.50)

คะแนน                  70-74              เกรด       B             (3.00)

คะแนน                  65-69              เกรด       C+          (2.50)

คะแนน                  60-64              เกรด       C             (2.00)

คะแนน                  55-59              เกรด       D+          (1.50)

คะแนน                  50-54              เกรด       D             (1.00)

คะแนน                  0-49                เกรด       F             (  0  )

 

 

“ถึงสูงศักดิ์ อัครฐาน สักปานใด
ถึงวิไล เลิศฟ้า สง่าศรี
ถึงฉลาด กาจกล้า ปัญญาดี
ถ้าไม่มี คุณธรรม ก็ต่ำคน”

ความหมายของจริยธรรม

                   จริยธรรม หมายถึง การแยกสิ่งถูกจากผิด ดีจากเลว มาจากคำ 2 คำคือ จริย กับ ธรรม ซึ่งแปลตามศัพท์ คือ

                   จริยะ แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ

                   คำว่า ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์

                   เมื่อเอาคำ จริยะ มาต่อกับคำว่า ธรรม เป็น จริยธรรม แปลเอาความหมายว่า กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ

ความหมายของ จริยศาสตร์

              จริยศาสตร์ มาจากภาษาสันสกฤต 2 คำ คือ จริย หมายถึง ความประพฤติ กับ ศาสตร์ หมายถึงความรู้ ถ้าจะแปลความตามตัวอักษร

              จริยศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับความประพฤติ จริยศาสตร์ในภาษาอังกฤษ คือ Ethics ซึ่งมาจากคำภาษากรีกว่า Ethos มีความหมายว่า Custom คือ ขนบธรรมเนียม หรือ ธรรมเนียมปฏิบัติ และคำว่า Ethics มีความหมายว่า ศาสตร์แห่งศีลธรรม (Science of Morals)

              ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมาย จริยศาสตร์ว่า เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยความประพฤติ และการครองชีวิต ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด หรืออะไรควร อะไรไม่ควร

 

ความหมายนานาทัศน์

              “จริยธรรมของสังคมไทยขึ้นอยู่กับระบบศีลธรรมของพุทธศาสนาว่า กำหนดหลักในการปฏิบัติในชีวิตประจำไว้อย่างไร หลักจริยธรรมก็จะกำหนดให้ปฏิบัติตามนั้น” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

              คำนิยามว่า “จริยธรรม คือ ธรรมที่เป็น ข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2535

              จริยธรรมมีหลายระดับ ซึ่งสามารถจำแนกตามระดับกว้าง ๆ ได้ 2 ระดับ ได้แก่ ระดับของผู้ครองเรือน คือ โลกีย์ธรรม กับ ระดับของผู้ที่สละบ้านเรือนแล้ว คือ โลกุตตรธรรม” สาโรช บัวศรี

              จริยธรรม หมายถึง คุณสมบัติทางความประพฤติ ที่สังคมมุ่งหวังให้คนในสังคมนั้นประพฤติ มีความถูก ต้องในความประพฤติ มีเสรีภาพภายในขอบเขตของมโนธรรม (Conscience) เป็นหน้าที่ที่สมาชิกในสังคมพึงประพฤติปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสังคม การที่จะปฏิบัติให้เป็นไปเช่นนั้นได้ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด                                                       “ศาสตราจารย์เกียรติคุณแสง จันทร์งาม

สัปดาห์ที่ 2 ความหมายและโครงสร้างของแนวคิดด้านจริยธรรม 

18/06/56 เวลา 12.30-15.30 น.

1

คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ จริยธรรมคือ

      จรรยา” (Etiquette) หมายถึง ความประพฤติ

       คุณธรรม” (Virtue) คือ คุณ + ธรรมะ เป็นคุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ

       จรรยาบรรณ” (Code of Conduct) หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น

       มโนธรรม” (Conscience) หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความรู้สึกว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

       มารยาท” (Manner) หมายถึง กิริยา วาจา ที่สังคมกำหนดไว้เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม

       “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) หมายถึง การจัดการปกครอง การบริหารกิจการบ้านเมือง การควบคุมดูแลกิจการ การกำกับดูแลที่ดี

องค์ประกอบของจริยธรรม

1.      ระเบียบวินัย (Discipline)

2.       สังคม (Society)

3.       อิสระเสรี (Autonomy)

ประเภทของจริยธรรม

1.   จริยธรรมภายใน

2.    จริยธรรมภายนอก

โครงสร้างของแนวคิดด้านจริยธรรม ประกอบด้วยคุณธรรมหลายประการ คือ

1.   ความรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความผูกพัน ด้วยความพากเพียร

2.   ความซื่อสัตย์ (Honesty)

3.   ความมีเหตุผล (Rationality)

4.  ความกตัญญูกตเวที (Gratitude)

5.  ความมีระเบียบวินัย (Disciplined)

6.  ความเสียสละ (Sacrifice)

7.  การประหยัด (Thrifty)

8.  ความอุตสาหะ (Diligence)

9.  ความสามัคคี (Harmony)

10.  ความเมตตาและกรุณา (Loving Kindness and Compassion)

11.  ความยุติธรรม (Justice)

สัปดาห์ที่ 3 บ่อเกิดของจริยธรรม

25/06/56 เวลา 12.30-15.30 น.

523

บ่อเกิดที่เป็นแหล่งที่มาของจริยธรรม

1.     ปรัชญา

2.      ศาสนา

3.      วรรณคดีของทุกชาติทุกภาษา

4.       สังคม

5.       การเมืองการปกครอง

                                (อมรา เล็กเริงพันธุ์ : 2542, 13 – 14)

งานมอบหมาย

1. จงให้ความหมายของคำว่า “ศีล” คือ อะไร?

2. เบญจศีล กับ เบญจธรรม มีความเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร อธิบาย?

3. สรุป วิเคราะห์สื่อเรื่อง “กฎแห่งกรรมกับศีล 5″ ตามทัศนะของตนเอง มาพอเข้าใจ

 

สัปดาห์ที่ 4 จริยธรรมกับการศึกษาทิศ 6

2/07/56 เวลา 12.30-15.30 น.

dhit 6

-         ความเป็นมา  สิงคาลกสูตร , สิงคาลมาณพ

-         ความหมาย

-         หลักปฏิบัติ

-         สรุป ทิศ 6

-         งานมอบหมาย

สัปดาห์ที่ 5 จริยธรรมผู้นำ ผู้ตามและนักศึกษา

9/07/56 เวลา 12.30-15.30 น.

01_2211

-         ความหมาย

-         หลักปฏิบัติ จริยธรรมผู้นำ,     จริยธรรมนักศึกษา

-         งานมอบหมาย

สัปดาห์ที่ 6,7 ระดับของจริยธรรม

16,23/07/56 เวลา 12.30-15.30 น.

imagesCA3ZNH5R

- จริยธรรมระดับต้น   ศึกษาเพิ่มเติม

- ระดับกลาง

- ระดับสูง

- ประโยชน์     ศึกษาเพิ่มเติม

สัปดาห์ที่ 8,9

30/07/56,06/08/56 เวลา 12.30-15.30 น.

index

- สอบระหว่างภาค

- งานมอบหมาย สรุปจริยศาสตร์สามระดับ

- บรรยายสรุป

สัปดาห์ที่ 10 – 15 ระหว่าง สค.,กย.,ตค. 56

เวลา 12.30-15.30 น.

Slide1

- รายงานและการนำเสนอ

จริยธรรมตะวันออก (จริยธรรมจีน)

              กลุ่มที่ 1 ประวัติและจริยธรรมเต๋า  ขงจื้อ

              กลุ่มที่ ประวัติและจริยธรรมโม่จื้อ, เม้งจื้อ, ซุนจื้อ

จริยธรรมตะวันออก (อินเดีย)
กลุ่มที่ 3 ประวัติและจริยธรรมฮินดู, พุทธ, เชน

              กลุ่มที่ 4 ประวัติและจริยธรรมซิกข์, มหาตมะ คานธี

จริยธรรมตะวันตก

              กลุ่มที่ 5 ประวัติและปรัชญาจริยธรรมโสเครตีส, เพลโต

              กลุ่มที่ 6 ประวัติและปรัชญาจริยธรรมอริสโตเติล, จอห์น ล็อก

  work of ethics – new 17 Sep, 2013

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

เพิ่มเติม 1

เพิ่มเติม 2

       

under: Uncategorized

รหัสและชื่อรายวิชา

           GS 2005 ชื่อรายวิชา      (ไทย)      สารัตถะพุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก

                                                 (อังกฤษ)  Essential in the Tipitaka

คำอธิบายรายวิชา

      ศึกษาวิเคราะห์ แนวคิด หลักการ อุดมการณ์ วิธีการ ที่เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาทั้งที่เป็นส่วนของพระวินัยปิฎก พระสูตรตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก และการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน

        Study and analysis of concept, principle, ideal and method of teachings in Vinaya Pitaka, Suttanta Pitaka and Abhidhamma Pitaka, application of those teachings in daily life and work.

 

          โครงสร้างพระไตรปิฎกtipitaka11

  พระไตรปิฎก แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

        1. พระวินัยปิฎก (21,000 พระธรรมขันธ์)
        2. พระสุตตันตปิฎก (21,000 พระธรรมขันธ์)
3. พระอภิธรรมปิฎก (42,000
พระธรรมขันธ์)

พระวินัยปิฎก แบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่คือ

1.ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยวินัยของพระภิกษุ 227 ข้อ มี 2 เล่ม
2. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยวินัยของภิกษุณี 311 ข้อ มี 1 เล่ม
3. มหาวรรค ว่าด้วยขันธกะต่างๆ เช่น มหาขันธกะ เป็นต้น มี 10 ขันธกะ แบ่งเป็น 2 เล่ม
4. จุลวรรค ว่าด้วยขันธกะต่างๆ ตั้งแต่ขันธกะที่ 11-12 ว่าด้วยวัตรธรรมเนียมประเพณีต่างๆ
ของพระสงฆ์ มี
2 เล่ม
5. ปริวาร ว่าด้วยคู่มือวินัย เป็นคำถามตอบวินัยโดยย่อๆ ทุกวิภังค์ และขันธกะ มี 1 เล่ม

พระสุตตันตปิฎก แบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ คือ

1.  ทีฆนิกาย รวมพระสูตรยาวๆ มีพรหมชาลสูตร เป็นต้น มี 3 เล่ม
2. มัชฌิมนิกาย รวมพระสูตรขนาดกลาง มีทั้งหมด 3 เล่ม
3. สังยุตตนิกาย รวมพระสูตรขนาดเล็กเป็นหมวดๆ มี 5 เล่ม
4. อังคุตตรนิกาย รวมหมวดธรรมตั้งแต่หมวดหนึ่งถึงเกิน 10 มีทั้งหมด 5 เล่ม
5. ขุททกนิกาย ชุมนุมบทธรรมทั้งหลายทั้งที่ยาวและสั้นมีทั้งหมด 15 คัมภีร์ มีทั้งหมด 15 เล่ม

พระอภิธรรมปิฎก แบ่งออกเป็น 7 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. สังคณี -ประมวลธรรมเป็นชุดๆ เรียกว่ามาติกา มี 1 เล่ม
2. วิภังค์ -การจำแนกธรรมออกเป็นขันธ์ ธาตุ เป็นต้น มี 1 เล่ม
3. ธาตุกถา -นำข้อธรรมมาจัดเข้าในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ครึ่งเล่ม
4. ปุคคลบัญญัติ – ว่าด้วยบัญญัติต่างๆ มีครึ่งเล่ม
5. กถาวัตถุ -ปัญหาถามตอบของนิกายต่างๆ 18 นิกาย มี 1 เล่ม
6. ยมก -ว่าด้วยคำอธิบายหลักธรรมออกพิสดาร เป็นคู่ๆ มี 2 เล่ม
7. ปัฏฐาน -ว่าด้วยปัจจัยต่างๆ 24 โดยพิสดาร มีทั้งหมด 6 เล่ม

 tripitaka01

tripitaka02

   

หมวดว่าด้วยพระอภิธรรมปิฎก

         หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พระอภิธรรม เป็นหมวดที่ประมวลพุทธพจน์อันเกี่ยวกับหลักธรรมที่เป็นวิชาการว่าด้วยเรื่องของปรมัตถธรรม (มี ๔ ประการ อันได้แก่ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน) (สภาวธรรม) ล้วน ๆ

 ความหมายของจิต

                จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์  กล่าวคือ สภาวธรรมของชีวิตที่รับรู้อารมณ์ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่มากระทบ สิ่งที่นึกคิด ความคิด ใจ ฯ

                จิต เรียกว่า มโน หทัย มนายตนะ มนินทรีย์ และวิญญาณ

                ในอภิธรรมกล่าวว่า จิต มี 89 ดวง หรือ 121 ดวง

 ปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวรรค แสดงชื่อของจิตไว้ 10 ชื่อ

       “ยํ จิตฺตํ มโน หทยํ มานสํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ ฯ

1.        ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต

2.        ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโน

3.        จิตนั่นแหล่ะได้รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า หทัย

4.        ธรรมชาติคือ ฉันทะที่มีในใจนั่นเอง ชื่อว่า มานัส

5.        จิตเป็นธรรมชาติที่ผ่องใส จึงชื่อว่า ปัณฑระ

6.        มนะนั่นเองเป็นอายตนะ คือเป็นเครื่องต่อ จึงชื่อว่า มนายตนะ

7.        มนะอีกนั่นแหละที่เป็นอินทรีย์ คือครองความเป็นใหญ่ จึงชื่อว่า มนินทรีย์

8.        ธรรมชาติใดที่รู้แจ้งอารมณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิญญาณ

9.        วิญญาณนั่นแหละเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์

10.    มนะนั่นเองเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ จึงชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุ

 ลักษณะและที่อยู่อาศัยของจิต

 “จิตฺเตตีติ จิตฺตํ อารมฺมณํ วิชานาตีติ อตฺโถ ฯ”
“ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต มีอรรถว่า ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือ จิต”

 

จิตมีสัญฐานเป็น “ดวง” ดังพุทธดำรัสว่า “จิตดวงแรกใดเกิดแล้วในอุทรมารดา วิญญาณดวงแรกปรากฏแล้ว อาศัยจิตดวงแรก วิญญาณดวงแรกนั้นแหละเป็นความเกิดของสัตว์”

สถานที่ตั้งของจิตนั้นอยู่ใน “หทัยวัตถุ” หรือ “หัวใจ” ดังที่กล่าวไว้ในหาลิททกานิสูตรว่า “จิตที่อาศัยหทัยวัตถุเป็นมโนวิญญาณธาตุ หรือ จิตเหมือนแมงมุมนอนในท่ามกลาง… การที่จิตอาศัยหทัยวัตถุเป็นไปเหมือนแมงมุมกลับมานอนในท่ามกลางใยอีก

 

“ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ”
แปลความว่า ชนทั้งหลายใด จักระวังจิต ซึ่งไปไกล ไปเดี่ยว ไม่มีสรีระ (รูปร่าง) มีคูหาเป็นที่อาศัย ไว้ได้ ชนทั้งหลายจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร

 

สถานที่เกิดของจิตมีอยู่ด้วยกัน 6 แห่ง คือ

         1. ที่ตา เพื่อทำหน้าที่เห็นรูปที่ปรากฏทางตา จิตนี้มีชื่อว่า จักขุวิญญาณ (จักขุ = ตา)

         2. ที่หู เพื่อทำหน้าที่ได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหู จิตนี้มีชื่อว่า โสตวิญญาณ (โสต = หู)

         3. ที่จมูก เพื่อทำหน้าที่รู้กลิ่น ที่ปรากฏทางจมูก จิตนี้มีชื่อว่า ฆานวิญญาณ (ฆาน = จมูก)

         4. ที่ลิ้น เพื่อทำหน้าที่รู้รส ที่ปรากฏทางลิ้น จิตนี้มีชื่อว่า ชิวหาวิญญาณ (ชิวหา = ลิ้น)

         5. ที่กาย เพื่อทำหน้าที่รับความรู้สึกต่อการสัมผัสถูกต้องทางกาย จิตนี้มีชื่อว่า กายวิญญาณ

         6. ที่ใจ เพื่อทำหน้าที่ รู้สึก นึก คิด ทางใจ จิตนี้มีชื่อว่า มโนวิญญาณ (มโน = ใจ)

 

จิตกับอารมณ์

-     จิต เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่รู้อารมณ์
อารมณ์ เป็นธรรมชาติที่ถูกจิตรู้ ถ้าจิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นคืออารมณ์
หากกล่าวโดยสรุปก็คือ
จิตเป็นผู้รู้อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกรู้

-     คำว่า “อารมณ์” ในที่นี้หมายถึง เครื่องยึดหน่วงจิต อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ

-     จิตที่เกิดแต่ละขณะจะรับอารมณ์ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ในขณะที่เราดูโทรทัศน์ จิตที่เห็นภาพทางตากับจิตที่ได้ยินเสียงทางหู เป็นคนละขณะกัน ขณะที่เห็นภาพก็จะไม่ได้ยินเสียง ขณะที่ได้ยินเสียงก็จะไม่เห็นภาพ แต่เพราะจิตเกิดดับสลับกันเร็วมากจึงทำให้เราแยกไม่ออก

 

ประตูหรือช่องทางที่จิตออกมารับอารมณ์ทั้ง 6 ช่องทาง คือ

1.ทางตา จิตทำหน้าที่เห็น สิ่งที่เห็น คืออารมณ์ของจิต

2.ทางหู จิตทำหน้าที่ได้ยิน เสียงที่ได้ยิน คืออารมณ์ของจิต

3.ทางจมูก จิตทำหน้าที่รู้กลิ่น กลิ่นที่ได้รับ คืออารมณ์ของจิต

4.ทางลิ้น จิตทำหน้าที่รู้รส รสที่ได้รับ คืออารมณ์ของจิต

5.ทางกาย จิตทำหน้าที่รู้การสัมผัสถูกต้อง สภาพเย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึงที่สัมผัสถูกต้อง คืออารมณ์ของจิต

6.ทางใจ จิตทำหน้าที่รู้สึก, คิด, นึก สิ่งต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ที่รู้สึก คิด นึก คืออารมณ์ของจิต

Jitta

 

ลักษณะของจิตและการทำงานของจิต

จิตมีลักษณะสามัญตามธรรมชาติ (สามัญลักษณะ) อยู่ 3 ประการ คือ
1. อนิจจลักษณะ คือ มีลักษณะที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ ต้องเปลี่ยนแปลง (เกิด-ดับ) อยู่ตลอดเวลา
2.
ทุกขลักษณะ คือ มีลักษณะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป)
3.
อนัตตลักษณะ คือ มีลักษณะที่มิใช่ตัว มิใช่ตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด จะบังคับให้หยุดการเกิดดับก็ไม่ได้

 จิตยังมีลักษณะเฉพาะตัว (วิเสสลักษณะ) อีก 4 ประการ คือ

1.        มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ

2.        มีประธานในธรรมทั้งปวงเป็นกิจ

3.        มีการเกิดดับสืบต่อกันอย่างไม่ขาดสาย เป็นผล

4.        มีอดีตกรรม ทวาร อารมณ์และเจตสิกเป็นเหตุให้จิตเกิดขึ้น

                ภาวะที่จิตเกิดดับสืบต่อกันเป็นกระแสนี้ท่านเรียกว่า สันตติ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับกระแส หน้าที่ประกอบไปด้วยอณูของน้ำเล็กๆ เรียงติดต่อกันเป็นสาย ขณะที่กระแสจิตไม่ออกมารับรู้เรื่องราว (อารมณ์) ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จิตในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่า ภวังคจิต ซึ่งเป็นจิตที่ทำหน้าที่รักษารูปนามในภพปัจจุบันไว้มิให้แตกทำลายไป จนกว่าจะสิ้นอายุจากภพนี้ แม้ในขณะหลับสนิท (ไม่มีการฝัน) หรือสลบไป ก็จะมีภวังคจิตเกิดดับสืบเนื่องกันตลอดเวลา อารมณ์ของภวังคจิตเป็นอารมณ์ที่สืบเนื่องมา จากเหตุปัจจัยในอดีตภพ

 ในคาถาธรรมบท จิตวรรคที่ 3 และในพระสุตตันตปิฎก
อังคุตตรนิกาย ปณิหิตอัจฉวรรคที่
3 กล่าวว่า

     ชนผู้มีปัญญา ย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กลับกลอก อันบุคคลรักษาได้ยากห้ามได้ยาก ให้ตรง ดุจช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้นฯ

     การฝึกจิตอันข่มได้ยาก เป็นธรรมชาติเร็ว มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่เป็นการดี จิตที่ฝึกแล้วย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้

     ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ จิตที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้

     ชนเหล่าใด จักสำรวมจิตอันไปในที่ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่ใช้สรีระหรือไม่ใช้ร่างกาย มีถ้ำเป็นที่อาศัย ชนเหล่านั้นจะพ้นจากเครื่องผูกเเห่งมาร

     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้าหมอง ด้วยอุปกิเลสที่จรมา ฯ

 

ธรรมทั้งหลาย มีจิตนำหน้าการฝึกจิตเป็นความดี
จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้
พึงรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองบาตรเต็มด้วยน้ำมัน
ผู้ประพฤติตามอำนาจของจิต ย่อมลำบาก
เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ
โลกอันจิตย่อมนำไป
จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้
• โจรกับโจร หรือ ไพรีกับไพรี พึงทำความพินาศให้แก่กัน, ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำให้เสียหายยิ่งกว่านั้น

จิต 89 ดวงนั้น แบ่งตามระดับของจิตอันเดียว นั้นคือ

1) เป็นจิตระดับกามาวจรภูมิ 54 ชนิด คือ จิตระดับคน เทวดา สัตว์ ที่ติดในกาม
2) เป็นจิตระดับ
รูปาวจรภูมิ 15 ชนิด คือ จิตระดับเทพ พรหมมีรูปลักษณ์เป็นทิพย์ ตาคนมองไม่เห็น นอกจากเทพพรหมจะทำให้คนเห็นได้
3) เป็นจิตระดับ
อรูปวจรภูมิ 12 ชนิด คือ จิตระดับอรูปพรหมมีแต่จิตแต่ไม่มีรูปทิพย์ของพรหม (รูปพรหม อรูปพรหม)
4) เป็นจิตระดับ
โลกุตตรภูมิ 8 ชนิด คือ จิตของพระอริยชนเป็นจิตสะอาดสดใสไม่มีอวิชชา ตัณหา อุปทานอยู่ในจิต
การ
แบ่งลักษณะของจิตตามความดีความชั่วมี 121 ชนิดคือ
1) เป็นจิตที่ฉลาดเป็นกุศล 37 ชนิด
2) เป็นจิตฉลาดมาก
มหากุศล 8 ชนิด
3) เป็น
มหัคคตกุศล 9 ชนิด
4) เป็นจิต
โลกุตตรวิบาก 20 ชนิด
5) เป็น
จิตอกุศล 12 ชนิด
6) เป็น
กิริยาจิต 20 ชนิด   รวมเป็น 121 ชนิด

สรุปโครงสร้างของ จิต ดังนี้

 jitta 22

สิ่งที่จิตระลึกถึงก่อนตายมี 3 ชนิด

1. กรรม

                2. กรรมนิมิต

                3. คตินิมิต

กรรมที่ปรากฏในจิตก่อนตาย มีลำดับการให้ผลก่อนหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ชนิดคือ

1. ครุกรรม คือกรรมหนัก

                2. อาจิณกรรม คือ กรรมที่ทำจนชิน

                3. อาสันกรรม คือ กรรมใกล้ตาย

                4. กตัตตากรรม คือ กรรมที่สักว่าทำ

 

รูปขันธ์ 28

รูปขันธ์ คือร่างกายของคนและสัตว์ทั้งหลายเมื่อนับโดยความเป็นรูปธรรมแล้วมี 28 รูป ด้วยกันเมื่อจัดเป็นประเภทแล้ว ประเภทใหญ่มี 2 คือ

                1. นิปผันนรูปมี 18 และ

                2. อนิปผันนรูป 10

 รูปธรรม ซึ่งเป็นปรมัตถธรรมที่ 3   รูปทั้งหมดมี 28 รูป

รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน มี 4 รูป ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า   มหาภูตรูป 4  คือ

ธาตุดิน  ปถวี   ปรากฏให้รู้ในลักษณะ แข็ง หรือ อ่อน

ธาตุนํ้า  อาโป   เป็นสภาพที่ เกาะกุม

ธาตุไฟ  เตโช  ปรากฏให้รู้ในลักษณะ ร้อน หรือ เย็น

ธาตุลม  วาโย   ปรากฏให้รู้ในลักษณะ ไหว หรือ ตึง

 มหาภูตรูป 4  มีรูปอื่นๆซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า   อุปาทายรูป เกิดร่วมด้วย   รูปแต่ละรูปไม่เกิดตามลำพังรูปเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม   อย่างน้อยที่สุดต้องมีรูป 8 รูปเกิดรวมกัน  เช่น   เมื่อเตโชเกิดขึ้น  ปฐวี   อาโป  วาโย  

และรูปอื่นๆ ต้องเกิดร่วมด้วย   รูปที่เป็นอุปาทายรูป  คือ   จักขุปสาท  โสตปสาท  ฆานปสาท   ชิวหาปสาท  กายปสาท   และรูปที่เป็นอารมณ์  เช่น   สี  เสียง  กลิ่น  รส   เป็นต้น

จิต  เจตสิก  และรูป    เกิดขึ้นเมื่อมี ปัจจัยปรุงแต่ง เท่านั้น   ภาษาบาลีเรียกว่า   สังขารธรรม

 สังขารธรรม คือ สภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้นได้ ได้แก่ จิต เจตสิก และรูป

สังขตธรรม คือ สภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก และรูป เป็นทั้งสังขารธรรมและสังขตธรรม

 ทั้งสังขารธรรม และสังขตธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง สามารถจะเข้าใจได้ เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ เรื่องของจิต เจตสิก และรูปนั้น เป็นสภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อไม่เคยขาดสายเลย เมื่อมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้นและดับไป

 ความสัมพันธ์ของ จิต เจตสิก และรูป

 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ,  รูป = รูป (รูปกาย)  เวทนา สัญญา สังขาร = เจตสิก (นามหรือจิต) ส่วนวิญญาณ = จิต (นามหรือจิต)

ปรมัตถธรรมที่ 4 คือ นิพพาน

นิพพาน หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่จิตมีความสงบสูงสุด เพราะไร้ทุกข์ ไร้สุข เป็นอิสรภาพสมบูรณ์, ไม่มีการพัดไป ไม่มีสิ่งร้อยรัด, การไม่มีกิเลสตัณหาที่จะร้อยรัดพัดกระพือให้กระวนกระวายใจ อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

 พระอนุรุทธาจารย์ ผู้รจนาคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ได้พรรณนาคุณของนิพพานว่า ปทมจฺจุตฺ มจฺจนฺตํ อสงฺขตมนุตฺตรํ นิพฺพานมีติ ภาสนฺติ วานมุตฺตามเหสโย “พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้พ้นแล้วจากตัณหาเครื่องร้อยรัด ทรงตรัสถึงสภาวะธรรมชาติหนึ่งที่เข้าถึงได้ เป็นธรรมชาติที่ไม่จุติ พ้นจากขันธ์ 5 ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยใดๆ เลย หาสภาวะอื่นเปรียบเทียบไม่ได้ ว่าสภาวธรรมนั้นคือพระนิพพาน”

 นิพพานเป็นธรรมที่ดับกิเลส   นิพพานเป็นอารมณ์ที่รู้แจ้งได้ทางมโนทวาร   เมื่อประพฤติปฏิบัติตามหนทางที่ถูกต้องซึ่งนำไปสู่นิพพาน   ซึ่งเป็นการอบรมเจริญปัญญารู้แจ้งลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง นิพพานเป็นนามธรรม   แต่นิพพานก็ไม่ใช่จิตหรือเจตสิก   นิพพานเป็นนามธรรมที่ไม่เกิดและไม่ดับ   เป็นสภาพธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง   ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า  วิสังขารธรรม
นิพพานไม่เกิดเพราะเป็นสภาพธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง
  ฉะนั้นนิพพานจึงไม่ดับ    จิตและเจตสิกเป็นนามธรรมซึ่งรู้อารมณ์   นิพพานเป็นนามธรรมซึ่งไม่รู้อารมณ์   แต่นิพพานเป็นอารมณ์ของจิตและเจตสิกได้ นิพพานไม่ใช่บุคคล  ตัวตน  นิพพานเป็นอนัตตา

 นิพพาน 2 ประเภท

ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะกล่าวถึง คือ

1. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุยังมีอุปาทิเหลือ ยังเกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์ กล่าวคือดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ

2. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุที่ไม่มีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานที่ไม่เกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์ กล่าวคือดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่อีก

 สงเคราะห์ปรมัตถธรรม 4 ดังนี้   คือ

จิต              เป็นสังขารธรรม
เจตสิก          เป็นสังขารธรรม
รูป               เป็นสังขารธรรม
นิพพาน      เป็นวิสังขารธรรม

 

 

ดูเพิ่มเติม

 

under: Uncategorized

ดูเพิ่มเติมตารางเรียน

under: ตารางเรียน

Ganesh_Photo1

ความหมายของอินเดีย

คำว่า อินเดีย จากคำ สินธุ ซึ่งเป็นชื่อแม่น้ำใหญ่อยู่ฝ่ายตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ชนที่อยู่ในลุ่มน้ำนี้เรียกว่า ชาวสินธู ต่อมาเป็นฮินดู และอินดู อังกฤษเรียกว่า อินเดีย และหมายความถึง แคว้นที่อยู่ในคาบสมุทรใหญ่ ทิศใต้เขาหิมาลัยทั้งหมด ซึ่งโบราณเรียกว่า ชมพูทวีป คือ อยู่ระหว่างประเทศพม่ากับประเทศอิหร่าน

ความหมายและขอบเขตของปรัชญาอินเดีย

       คำว่าปรัชญา อินเดีย มิได้หมายถึงเฉพาะปรัชญาฮินดูเท่านั้น แต่มีความหมายกว้างออกไปกว่านั้น คือ รวมถึงนักปรัชญาสมัยโบราณ ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู และนับถือศาสนาอื่น ๆ ด้วย

       ปรัชญาอินเดียโดยทั่วไป เน้นการศึกษาใน 3 หลัก ใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

                          1. ญาณวิทยา (Epistemology)

                          2. อภิปรัชญา (Metaphysies)

                          3. จริยศาสตร์ (Ethics)

ลักษณะของปรัชญาอินเดีย

      จะไม่ใช้คำว่า “Philosophy” เหมือนปรัชญากรีก  แต่จะใช้คำว่า “ทรฺศนฺ” หรือ ทรรศนะ ซึ่งแปลว่า การเห็น หรือ ความเห็น” หมายถึงการเห็นที่ลึกซึ้ง คือเห็นแจ้งแทงตลอดในความเป็นจริง (Reality) เช่น เดียวกับคำว่า ตรัสรู้นั่นเอง

      คติชีวิตแบบอินเดีย ๆ เช่น “จงอยู่เพื่อหาความรู้ ไม่ใช่หาความรู้เพื่ออยู่”

      “จงเป็นผู้เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย ๆ แต่คิดให้สูง ๆ”

       รู้เพื่อรู้

การแบ่งยุคปรัชญา

ปรัชญาอินเดียแบ่งตามประวัติศาสตร์ได้ 4 ยุค คือ

     1. ปรัชญายุคดึกดำบรรพ์  ก่อน ค.ศ. ประมาณ 500,000-1,500

     2. ปรัชญายุคโบราณ  ก่อน ค.ศ. ประมาณ 1,500-1 คือ

               2.1 ปรัชญาพระเวท ก่อน ค.ศ. ราว 1,500-700

               2.2 ปรัชญามหากาพย์ ก่อน ค.ศ. ราว 700-1 (จารวาก เชน พุทธ)

     3. ปรัชญายุคกลาง ประมาณ ค.ศ. 1-1,500 คือ

               3.1 ปรัชญายุครุ่งเรือง ประมาณ ค.ศ. 1-1,200 (หกสำนัก)

               3.2 ปรัชญายุคเสื่อม ประมาณ ค.ศ. 1,200-1,500 (สางขยะ ศิวะ ไวเศษิกะ)

     4. ปรัชญายุคใหม่ ประมาณ ค.ศ. 1,500 ถึงปัจจุบัน คือ

               4.1 ปรัชญายุคมืด ประมาณ ค.ศ. 1,500-1,800

                 4.2 ปรัชญาอินเดียยุคปัจจุบัน

แนวความคิดปรัชญาอินเดีย

1.    แบบวัตถุนิยม (Materialistic) ได้แก่ แนวความคิดที่ว่าสิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมีอยู่อย่างเดียว คือ  วัตถุหรือสสาร (Matter)

2.    แบบสัจนิยม (Realistic) ได้แก่ แนวความคิดที่ว่าองค์ภาวะหรือสิ่งที่มีตัวตนนั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ กายกับจิต หรือ รูปกับนาม

3.   แบบจิตนิยม (Idealistic) ได้แก่ แนวความคิดที่ว่าสภาวธรรมที่มีอยู่จริง ๆนั้น มีอย่างเดียวเท่านั้น คือ สภาวะที่เรียกว่า จิต หรือ วิญญาณ

สำนักปรัชญาอินเดีย

             ปรัชญาอินเดียแบ่งออกเป็น 2 สำนัก คือ

                   1. อาสติกะ (Orthodox) คำว่า อาสติกะ มาจาก อสฺติ แปลว่า มีเป็นสำนักปรัชญาฮินดู มีอยู่ 6 คือ    นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมามสา และเวทานตะ

                   2. นาสติกะ (Heterodox) คำว่า นาสติกะ มาจาก +อสฺติ แปลว่า ไม่มีไม่เป็นสำนักปรัชญาฮินดู มีอยู่ 3 คือ จารวาก เชน และพุทธ 

 วิถีปฏิบัติทางปรัชญาและศาสนา
แบ่งออกได้เป็นยุคใหม่ ๆ 3 ยุคได้แก่

             1. ยุคพระเวท (Vedic Period) อยู่ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2,500-6,000 ปีก่อน ค.ศ. หรือประมาณ 1,000-100 ปี ก่อน พ.ศ. พระเวทมาจากคำว่าเวทะแปลว่า ความรู้มีคัมภีร์ที่เกิดขึ้นตามลำดับก่อนหลังได้แก่

   1. คัมภีร์ฤคเวท เกิดขึ้นก่อน เป็นคัมภีร์ที่ประกอบด้วยบทสรรเสริญพระเจ้า ที่เรียกว่า มัน   ตระ” “โศลก

                         2. ยชุรเวท เป็นคำร้อยแก้วว่าด้วยระเบียบวิธีการสวดบวงสรวงบูชายัญ

                         3. สามเวท เป็นคำฉันท์สำหรับสวดในพิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ และขับกล่อมเทพเจ้าทั้งหลาย

                         4. อถรวเวท เป็นบทรวมคาถาอาคม เวทมนต์สำหรับใช้ร่ายแก้เสนียดจัญไรและนำสวัสดิมงคล หรือเพื่อการชนะศัตรูภัยพาลต่าง ๆ

under: ปรัชญาอินเดีย

ปรัชญาจีน

chai phi

ปรัชญาจีน หมายถึง ความรู้ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์ของการคิดไตร่ตรองตามหลักเหตุผล และเป็นอุปกรณ์หรือมรรควิธีที่จะนำมาปฏิบัติ อันเป็นอุดมคติที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตนี้ แลสังคมนี้

ลัทธิหยิน – หยาง

phi chai

บทสนทนาขงจื้อ กับ เล่าจื้อ

เป็นลัทธิเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา ซึ่งจะศึกษาและค้นหาความจริงอันเกี่ยวกับสากลจักรวาล และมีความเชื่อว่า หยิน – หยาง เป็นต้นเค้าหรือเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง นิกายหยิน – หยางนี้ มีรากฐานความเป็นมาจากดาราศาสตร์ โดยพยายามอธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ สำหรับทฤษฎีหยิน – หยาง นั้น ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และปรากฎการณ์ในธรรมชาติ

 

128122

                 ลัทธิขงจื้อ

                 ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของลัทธิขงจื้อ

ขงจื้อ (อังกฤษ: Confucius ; ภาษาไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ข่งชิว) (ตามธรรมเนียม, 8 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ. – 479 ปีก่อน ค.ศ.) ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ

ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย

ประวัติ

เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้ สามปี พ่อที่เป็นคนสูงใหญ่แข็งแรง ก็ตายจากไป เด็กน้อยชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักใฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน ในปีถัดมาได้ลูกชาย ให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็น เสมียนยุ้งฉาง และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับ เสนาธิบดีของอ๋องจิง และได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน และได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผน และหลักการปกครอง แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมือง กับอ๋องติง และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส และในระหว่างนั้น ได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการณ์ปกครอง และวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่ ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิต และถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก และได้กลับมาสู่แคว้นลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก และเจ็ดวันให้หลัง ได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ลัทธิขงจื้อมีต้นกำเนิดมาแต่ขงจื้อ ซึ่งเกิดในตระกูลที่ยากจนแต่มีเกียรติยศ ณ เมืองชีฟู่ ในรัฐหลู่ ขงจื้อเป็นบุตรของขุนนางคนหนึ่งในแคว้นชานตุง บิดาขงจื้อถึงแก่กรรมตั้งแต่ขงจื้อยังเล็กๆ และมารดาก็เลี้ยงท่ามกลางความยากจน มารดาของขงจื้อพยายามให้ขงจื้อได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุดในชนบท
แนวคิดและหลักคำสอน ขงจื้อเป็นศาสดาที่สำคัญของชาวจีน เป็นนักปรัชญาทางฝ่ายจริยศาสตร์ที่โลกยกย่องว่าเป็นนักคิดที่สำคัญคนหนึ่งของโลก คำสอนที่เด่นที่สุดของขงจื้อก็คือ ” ถ้าไม่อยากให้ใครทำอะไรต่อเรา ก็จงอย่าทำสิ่งนั้นต่อเขา ” คำสอนที่เป็นสาระสำคัญที่สุดของขงจื้อคือ สอนให้มีความรัก ความเคารพ และเชื่อถือถ้อยคำในครอบครัวก่อนแล้วจึงให้ตีวงกว้างออกไปถึงรัฐ ขงจื้อจึงเที่ยวสั่งสอนประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของหลักคำสอนนี้
ทัศนะด้านต่างๆ ของขงจื้อ
ทัศนะเกี่ยวกับโลก ในปรัชญาของขงจื้อไม่มีข้อความกล่าวถึงกำเนิดของโลกไว้เลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขงจื้อไม่ได้สนใจเลยว่าโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ประกอบขึ้นด้วยอะไร จะดำเนินไปและสิ้นสุดลงอย่างไร หรือไม่ ขงจื้อก็คิดและเชื่อเช่นเดียวกับชาวจีนทั่วไป คือ โลกเกิดขึ้นจากการผสมของมูลธาตุ 2 อย่างที่เรียกว่า หยินหยาง เมื่อมูลธาตุ 2 อย่างนี้มารวมกัน โลกและสรรพสิ่งก็เกิดขึ้น ไม่ได้มีพระเป็นเจ้าองค์ใดมาเกี่ยวข้อง
ทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์ขงจื้อไม่ได้สนใจว่าแรกเริ่มเดิมทีมนุษย์มาจากไหน หรือเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ที่ขงจื้อให้ความสนใจ คือ มนุษย์ตามที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันซึ่งมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม มีสุขทุกข์ ดีใจ เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง เป็นไปตามอิทธิพลของสภาพแวดล้อมในสังคม มนุษย์ที่สมบูรณ์ตามทัศนะของขงจื้อ คือ มนุษย์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม

         อิทธิพลของลัทธิขงจื้อที่มีต่อสังคมจีน เมื่อกล่าวถึงอารยธรรมจีนตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปฏิวัติในปี ค.ศ.1911 คนจีนมักจะผูกพันกับลัทธิขงจื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกือบเหมือนกับคำว่าจีนตลอดมา ขงจื้อมิได้แนะนำให้คนปฏิบัติในสิ่งที่เป็นไปมิได้ เขาตั้งมาตรฐานให้ทุกคนปฏิบัติได้หากมีความพยายาม ชาวจีนเชื่อว่าประเทศจีนจะดีขึ้นถ้ามนุษย์ปฏิบัติตามแบบขงจื้อ จะดีขึ้นทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว สังคม และบ้านเมือง

คมวาทะ

-เมื่อยากจนก็ยังชื่นชมในคุณธรรม เมื่อมั่งมี ก็ยังชื่นชมในมารยาทจริยธรรม

-ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา แต่ต้องเป็นห่วงว่าเรา ไม่เข้าใจคนอื่น

-การศึกษา ค้นคว้า ถ้าเอนเอียงไปสุดสายไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ก็มีแต่ผลเสียเท่านั้น

-การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว

-บัณฑิตคิดถึงว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มพูนคุณธรรมของตนได้ คนพาลคิดถึงว่า ทำอย่างไรจึงจะเห็นความเป็นอยู่ของตนสะดวกสบายขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม

-บัณฑิตรู้เฉพาะเรื่อง ที่ชอบด้วยคุณธรรม คนพาลรู้เฉพาะเรื่องที่ได้ผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม

-ความผิดอันเนื่องมาจากการประหยัดนั้น มีน้อยเหลือเกิน

-ผู้ที่คุณธรรมย่อมไม่ถูกทอดทิ้งโดยโดดเดี่ยว และจะต้องมีเพื่อนบ้านมาคบหา

-บัณฑิตมีความอ่อนน้อมถ่อมตน รับใช้ราษฎรด้วยสติปัญญา มีความเอื้ออาทร ใช้ราษฎรโดยชอบด้วยเหตุผล

-ไม่คิดถึงความชั่วของคนอื่นในอดีตกาล จึงมีคนโกรธท่านน้อย

-จงเป็นนักศึกษาในแบบบัณฑิต อย่าเป็นนักศึกษาในแบบคนพาล

-ตั้งใจมุ่งมั่นอยู่กับคุณธรรม ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ละทิ้งความเมตตาธรรม ท่องเที่ยวไปในศิลปะวิชาการ

สุรุ่ยสุร่ายเกินไปก็จะอวดหยิ่ง ประหยัดเกินไปก็จะเป็นคนคับแคบ แต่เป็นคนอวดหยิ่งสู้เป็นคนคับแคบดีกว่า

-บัณฑิตย่อมมีจิตใจกว้างขวางราบรื่น คนพาลย่อมมีความกลัดกลุ้มอึดอัดตลอดเวลา

-อ่อนน้อมแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่า ระมัดระวังแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นความขลาดกลัว

-กล้าหาญแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นก่อการร้าย ซื่อตรงแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นภัยแก่คนอื่น

-ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไรเล่า

-บัณฑิตมีความสามัคคีต่อกัน แต่ความคิดกับการกระทำไม่เหมือนกัน คนพาลมีความคิดกับการกระทำเหมือนกัน แต่ไม่มีความสามัคคี

-ปรนนิบัติบัณฑิตเป็นเรื่องง่าย แต่ทำให้บัณฑิตรักเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะว่าถ้าไม่ชอบด้วยลักษณะธรรมบัณฑิตก็ไม่รัก

-ต่างตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน อยู่กันด้วยความสามัคคี เรียกว่าเป็นนักศึกษาได้

-ในระหว่างเป็นเพื่อนกันต้อง ตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน ในระหว่างพี่น้องต้องสามัคคีกัน

-เมื่อรักเขาจะไม่ให้กำลังใจเขาได้หรือ เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขาจะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ

-บัณฑิตย่อมมีความอับอายที่พูดไปแล้วนั้น เกินกว่าที่ทำไป

-ปราชญ์ย่อมหลีกเลี่ยงสังคมที่เลวร้าย สถานที่เลวร้าย มารยาทที่เลวร้าย และวาจาที่เลวร้าย

-ผู้ที่ไม่มีการไตร่ตรองให้ยาว ในอนาคตไกลจะต้องมีภัยที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน

-ตำหนิตนเองให้มาก ตำหนิผู้อื่นให้น้อย ก็จะไม่มีใครโกรธแค้น

-รวมอยู่กันเป็นหมู่ ตลอดวันไม่เคยพูดถึงธรรมที่ชอบ ทำตนเป็นคนฉลาดในเรื่องเล็กๆน้อย ต่อไปเห็นจะลำบาก

-บัณฑิตขอร้องกับตนเอง ส่วนคนพาลนั้นจะขอร้องกับคนผู้อื่น

-บัณฑิตทีความภาคภูมิใจในตนเอง โดยไม่แย่งชิงความภาคภูมิใจของคนอื่น บัณฑิตมีความสามัคคี แต่ไม่เล่นพวกกัน

-พูดไพเราะตลบแตลงทำให้สูญเสียคุณธรรม เรื่องเล็กไม่อดกลั้นไว้จะทำให้แผนเรื่องใหญ่เสีย

-ทุกคนเกลียดก็ต้องพิจารณา ทุกคนรักก็ต้องพิจารณา

-เพื่อนที่ซื่อตรง เพื่อนที่มีความชอบธรรม เพื่อนที่มีความรู้ ทั้ง 3 ประเภทนี้มีประโยชน์แก่เรา

-เพื่อนที่ประจบสอพลอ เพื่อนที่ทำอ่อนน้อมเอาใจ เพื่อนที่ชอบเถียงโดยไม่มีความรู้ ทั้ง 3 ประการนี้เป็นภัยแก่เรา

-บัณฑิตมีความกลัวอยู่ 3 ประการ กลัวประกาศิตของสวรรค์ กลัวผู้มีอำนาจ กลัวคำพูดของอริยบุคคล

-นิสัยคนมีความเหมือนกัน แต่การศึกษาทำให้แตกต่างกัน

-เฉพาะคนที่มีปัญญาสูง กับคนที่โง่มากเท่านั้น ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเขาได้

-รักความเมตตาแต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ถูกหลอกลวงง่าย รักความรู้แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ความรู้นั้นกระจัดกระจายไม่มีฐานที่ตั้ง

-รักความซื่อสัตย์ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นภัยแก่ตนโดยง่าย รักพูดตรงความจริง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่การพูดจะเป็นการทำร้ายผู้อื่นได้โดยง่าย

-รักความกล้าหาญ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ก่อความไม่สงบได้ง่าย รักความเข้มแข็ง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นคนมุทะลุได้ง่าย

-อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์

-ทบทวนเรื่องเก่าและรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้

-นักศึกษาสมัยก่อน ศึกษาเพื่อให้ตนมีความสำเร็จในการศึกษา นักศึกษาในปัจจุบัน ศึกษาเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีการศึกษา

-ชอบเอาสองคนมาเทียบว่าใครดีกว่าใคร เธอเองเก่งพอแล้วหรือ สำหรับเราไม่มีเวลาว่างมาทำเช่นนั้น

-แสร้งพูดไพเราะ แสดงความน่ารัก เพื่อให้ถูกใจคน คนประเภทนี้น้อยนักที่จะเป็นคนมีเมตตาธรรม

-ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรักคนด้วยความจริงใจ และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ

-ผู้มีปัญญาชื่นชมน้ำ เป็นผู้ขยัน ผู้มีความสุข ผู้มีเมตตา ชื่นชมภูเขา เป็นผู้รักสงบ เป็นผู้มีอายุยืน

-ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น เวลาพูด เขาพูดอย่างเชื่องช้า ไม่พูดเชื่องช้าได้หรือ เพราะเมื่อพูดไปแล้ว ต้องทำตามที่พูดด้วยความลำบาก

-ผู้ที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ ซื่อสัตย์ พูดช้าก็ใกล้กับความมีเมตตาธรรมแล้ว

-ผู้มีคุณธรรมต้องมีคำพูดที่ดี แต่ผู้มีคำพูดที่ดี ไม่ต้องใช่เป็นคนที่มีคุณธรรมเสมอไป

-ผู้มีเมตตาธรรมต้องเป็นผู้ที่กล้าหาญ แต่ผู้กล้าหาญ ไม่ใช่ต้องเป็นคนที่มีเมตตาธรรมเสมอไป

-เลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นนะหรือ ถ้าเช่นนั้น หมากับม้าก็ได้รับการเลี้ยงดูให้มีชีวิตอยู่เช่นกัน

-บัณฑิตให้ความเมตตากรุณาแก่ผู้อื่น ใช้คนทำงานแต่คนไม่โกรธแค้น ความต้องการของเขาไม่เป็นความโลภ มีความสงบแต่ไม่มีความเย่อหยิ่ง มีความสง่าแต่ไม่มีความโหดเหี้ยม..

 

                                                                                                                                                       

Taoism Lao Zi

ลัทธิเต๋า (เล่าจื้อ)
        ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋ามีชื่อเดิมว่า หลีโอว แต่รู้จักกันทั่วไปว่าเล่าจื้อ เล่าจื้อเป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมากผู้หนึ่ง ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของเล่าจื้อปรากฎอยู่ในหนังสือ เต๋าเตอเชง ปรัชญาในหนังสือนี้มีอิทธิพลแก่ความคิดและศิลปวิทยาของจีนเป็นอย่างยิ่ง หนังสือเต๋าเตอเชงนี้ส่วนใหญ่บรรจุข้อเขียนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในชีวิต อาทิเช่น ผู้ที่รอบรู้มักจะไม่พูดมาก และผู้ที่พูดมากมักจะไม่รู้ เป็นต้น
แนวคิดและหลักคำสอน
ลัทธิเต๋าเป็นลัทธิที่จะทำความเข้าใจได้ยาก เพราะการเข้าถึงลัทธินี้จะต้องมีสัมผัสพิเศษที่สามารถเข้าถึงภาวะความจริงได้ ผู้นิยมลัทธิเต๋าเองก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ที่จะเข้าใจความจริงเกี่ยวกับชีวิตและโลกโดยการคิดและการใช้เหตุผล หรือโดยการกระทำแต่ความดี การแสวงหาเต๋าหรือทางนี้ อาจทำได้ด้วยการปฏิเสธที่จะรับว่าตนเองเป็นผู้มีวิชาหรือผู้รอบรู้ และให้อยู่อย่างสงบ ใช้ชีวิตง่ายๆ กับธรรมชาติ ความรู้มิใช่เป็นของดี หากแต่ช่วยเสริมสร้างความชั่วให้ตามเวลามากหรือน้อยเท่าที่เรียนมา ดังที่ปรากฎในหนังสือที่แสดงความคิดของเล่าจื้อว่า ผู้ที่มีความสามารถมักจะไม่ถกเถียงกันด้วยเรื่องต่างๆ การทะเลาะถกเถียงกันแสดงถึงการไร้สมรรถภาพ

         อิทธิพลของลัทธิเต๋าที่มีต่อสังคมจีน ลัทธิเต๋าของเล่าจื้อ ได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ผู้ถูกกดขี่ แต่คนชนชั้นที่มีการศึกษาดี ไม่มีใครนิยมชมชอบนัก ผลก็คือลัทธิเต๋าจึงค่อยๆ เสื่อมไป ต่อมาคนส่วนมากยังศรัทธาในลัทธิแบบเชื่อในโชคลางและไสยศาสตร์อีกด้วย ทำให้พวกนับถือลัทธิของขงจื้อพากันเหยียดหยาม ก็เพราะลัทธิเหยียดหยามลัทธิเต๋านี่เอง คนเลยไม่สนใจวิทยาศาสตร์ ดังนั้นประเทศจีนจึงเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์น้อยเกินไป เพราะไปหลงตำหนิลัทธิเต๋า ลัทธิเต๋านั้นค้นพบเรื่องทางวิทยาศาสตร์มาก่อนชนชาติใด เช่น การประดิษฐ์ดินปืน นอกจากนี้ความปรารถนาของผู้นิยมลัทธิเต๋าในอันที่จะค้นหาความจริงเกี่ยวกับชีวิต และหนีปัญหาต่างๆ ด้วยการไปชีวิตใกล้ธรรมชาติ ทำให้ค้นพบการบำบัดรักษาโลกด้วยสมุนไพร ซึ่งทำให้เกิดวิวัฒนาการด้านความรู้ทางแพทย์อีกด้วย

ลัทธิเม่งจื้อ

meng

ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของลัทธิเม่งจื้อ เม่งจื้อเกิดที่เองโฉเสียน อยู่ในแคว้นลู้ ปัจจุบันคือมณฑลชางตุง เม่งจื้อเกิดในตระกูลหมาง เดิมชื่อหมางโก แต่ภายหลังพระเจ้ากรุงจีนเปลี่ยนชื่อให้เป็นหมางสี เม่งจื้อแสวงหาที่รับราชการไปตามแคว้นต่างๆและทุกแคว้นที่เหยียบย่างเข้าไปก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นนักปรัชญาการเมืองได้รับการยกย่องมาก เม่งจื้อได้รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์หลายแคว้น โดยเฉพาะที่แคว้นชี และได้ใช้ชีวิตยามชราสั่งสอนลูกศิษย์ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับความคิดและชีวิตระหว่างที่รับราชการมา

        แนวคิดและหลักคำสอน เม่งจื้อ สาวกเอกของขงจื้อ ท่านเป็นนักตีความหลักปรัชญาของขงจื้อ นอกจากนั้นยังเป็นที่เข้าใจกันว่า มีความคิดใหม่เพิ่มเติมอันเป็นของเขาเอง ความคิดที่สำคัญที่เพิ่มเติมจากหลักคำสอนของขงจื้อ คือ กำเนิดความดีความชั่วของบุคคล กษัตริย์ปกครองประชาชนโดยคุณธรรม และพละกำลัง

แนวความคิดของเม่งจื้อเสริมต่อแนวความคิดของขงจื้อสองประการเกี่ยวกับการปกครองที่ดี คือ
1. เม่งจื้อสอนว่าถ้าผู้ปกครองไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนและไม่ได้ปกครองประชาชนอย่างถูกต้อง สวรรค์ก็ย่อมไม่พอใจ ฉะนั้นประชาชนก็ย่อมจะมีสิทธิโค่นล้มผู้ปกครองผู้นั้นได้
      2. ผู้ปกครองที่ดีต้องไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องกระทำตนให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ประชาชนควรได้รับ และต่อเงื่อนไขความเหมาะสมของประชาชนด้วย


อิทธิพลของลัทธิเม่งจื้อที่มีต่อสังคมจีน
1. ด้านการศึกษา แนวคิดของเม่งจื้อส่งเสริมให้คนมีการศึกษา คือ เชื่อว่าคนมีการศึกษาเท่านั้นจึงเก็บเอาความเจริญของมนุษย์ถ่ายทอดไปให้ลูกหลานได้ และการศึกษานี้ทำให้คนต่างกัน ในประเทศจีนพยายามส่งเสริมให้บุตรหลานของตนเข้ารับการศึกษา เพื่อจะได้มีหน้าที่การงานที่ดี
        2. ด้านปกครอง ลัทธิเม่งจื้อ เป็นแนวคิดพื้นฐานของทั้งการปกครองแบบประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ แนวคิดในส่วนนี้มีความขัดแย้งกับลัทธิขงจื้อ เนื่องจากขงจื้อให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวมากกว่าสถาบันชาติ
        3. ด้านเศรษฐกิจ แนวคิดของเม่งจื้อมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ คือ เป็นผลให้ประเทศจีนมีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ความเป็นอยู่ในสังคมทุกคนต้องมีความอยู่รอดเสมอกัน ที่ดินที่อยู่ในประเทศก็ถือว่าเป็นของรัฐ ดังนั้นทุกคนต้องทำเพื่อรัฐและความอยู่รอดของตน
 

ลัทธิโมจื้อ
แนวคิดและหลักคำสอน

แก่นคำสอนของโมจื้ออยู่ที่การมองทุกสิ่งทุกอย่าง โดยให้ถือประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นหลักซึ่งตรงกับ หลักอรรถประโยชน์นิยม ดังนั้น โมจื้อจึงเป็นคนต่อต้านพิธีกรรมและการสงคราม โมจื้อเป็นผู้นำในด้านตรรกวิทยาพวกแรกของชาติจีน เขาได้กล่าวถึงความคิดของเขาอย่างง่ายๆดังต่อไปนี้
        1. แหล่งกำเนิดของเหตุผล ควรหาได้จากความชำนาญและศึกษาความคิดของผู้ที่มีความรู้ในอดีต
        2. วิธีการที่จะนำไปสู่เหตุผล ควรจะตริตรองหาความจริงจากประสบการณ์และชีวิตของประชาชน
        3. การนำเหตุผลมาปฏิบัติ ควรทำให้เป็นกฎหมายหรือระเบียบของรัฐบาล ควรสืบสวนดูว่าสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์แก่ประเทศชาติหรือประชาชนมากน้อยเพียงใด
        โมจื้อมิได้เป็นเพียงนักทฤษฎีเท่านั้น ยังเป็นนักปฏิบัติอีกด้วย เนื่องจากโมจื้อถือกำเนิดมาในหมู่กรรมกร จึงได้พยายามชักจูงให้คนเห็นความสำคัญระหว่างมนุษย์ที่ดีกว่า โดยกล่าวว่า “ในการที่จะรัก สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้คือไม่เกลียดกัน ในการแสดงออกซึ่งการเกลียดกันนั้นสงครามเป็นสิ่งเลวที่สุด ดังนั้น การไม่ใช้กำลังทหารจึงเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่ความรักสากล” อิทธิพลของลัทธิโมจื้อที่มีต่อสังคมจีน ลัทธิโมจื้อสอนให้คนมีความรักและเสียสละซึ่งกันและกัน เพื่อที่โลกจะได้อยู่อย่างสงบสุขและยังสอนให้คนมีความประหยัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นนิสัยติดตัวคนจีนมาช้านานทั้งในเรื่องความประหยัดและความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ลัทธิซุ่นจื้อ
ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของลัทธิซุ่นจื้อ

ซุ่นจื้อได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับเม่งจื้อ แม้ว่าในสมัยที่มีชีวิตอยู่ ปรัชญาของซุ่นจื้อจะได้รับความนิยมมากกว่าก็ตาม แนวคิดและหลักคำสอน ซุ่นจื้อมีทรรศนะเกี่ยวกับมนุษย์ว่า ถ้าหากจะปล่อยให้มนุษย์เติบโตไปตามธรรมชาติโดยไม่มีการปลูกฝังอบรมหรือเปลี่ยนแปลงแล้วมนุษย์จะประสบแต่ความทุกข์ยากไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น จึงต้องมีการฝึกฝนอบรมสั่งสอนมนุษย์ให้ยึดมั่นในหลี ซึ่งหมายถึงจารีตประเพณีที่พึงปฏิบัติในสังคมจีนสมัยโบราณ


อิทธิพลของลัทธิซุ่นจื้อที่มีต่อสังคมจีน
1. ด้านครอบครัว ลัทธิซุ่นจื้อสอนให้บุคคลเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา และเป็นบิดามารดาที่ดีของบุตร
        2. ด้านการศึกษา ลัทธิซุ่นจื้อสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาอย่างมีระเบียบแบบแผนและถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี
        3. ด้านการปกครอง ลัทธิซุ่นจื้อสนับสนุนให้อำนาจการปกครองอยู่ที่ศูนย์กลาง ให้ผู้ปกครองมีอำนาจโดยเด็ดขาดผู้เดียว

ระบบฟาเจียหรือนิตินิยม
ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของระบบฟาเจีย

พวกฟาเจียหรือคณะนิตินิยมเป็นพวกที่รวมสิ่งละอันพันละน้อยจากหลักปรัชญาต่างๆ โดยมุ่งที่จะทำให้สังคมและการเมืองบรรลุถึงความสงบได้ ผู้ที่มีชื่อเสียงในคณะนิตินิยมคนหนึ่งคือ ฮันเฟ ฮันเฟมีความคิดตรงข้ามกับเม่งจื้อ คือ เขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเลวโดยธรรมชาติ ดังนั้นจำเป็นต้องมีกฏหมายบังคับปกครอง ฮันเฟตำหนิปรัชญาของขงจื้อในข้อที่เกี่ยวกับคุณธรรมทั้งหลายว่าเป็นสิ่งจอมปลอม และการย้อนรำลึกดูตัวอย่างสมัยที่ผ่านมาแล้วเป็นความคิดที่ล้าหลัง เพราะเวลาเปลี่ยนไป ความต้องการก็เปลี่ยนตามไปด้วย ไม่มีสถาบันใหนที่จะมีหลักเพียงหลักเดียวคงอยู่ได้ ค่าของสังคมย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แนวคิดและหลักคำสอน
ลัทธินี้เชื่อว่ากฏหมายเป็นสิ่งจำเป็น กฏหมายควรเป็นกฏหมายที่เที่ยงธรรมและควรใช้ปฏิบัติกับทุกคนไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ กฏหมายควรเขียนให้ชัดเจน เพื่อให้คนเข้าใจว่าควรทำสิ่งใดหรือหลีกเลี่ยงสิ่งใด ผู้ฝ่าฝืนกฏหมายก็ควรได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง อิทธิพลของระบบฟาเจียที่มีต่อสังคมจีน ระบบฟาเจียกำหนดและควบคุมสังคมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ฝึกให้สมาชิกในครอบครัวรู้จักรับผิดชอบต่อกันก่อนสิ่งอื่น ประชาชนทุกคนควรเป็นประชาชนที่ดีในยามสงบ และเป็นทหารที่ดีในยามมีศึกสงคราม ปรัชญาการปกครองของพวกนักนิตินิยมได้ทิ้งร่องรอยแห่งความเจริญไว้ให้แก่จีนในราชวงศ์ต่อไป จีนภายใต้ระบบคอมมิวนิสต์ยังคงมีปรัชญานิตินิยมแฝงอยู่

ลัทธิฝ่าหลุนกง
ประวัติความเป็นมาของลัทธิฝ่าหลุนกง

ในประเทศจีนไม่ยอมรับลัทธินี้ เจ้าลัทธิคือ นายหลี่หงจื้อ ซึ่งแต่เดิมฝ่าหลุนกงเป็นสำนักด้านพลังลมปราณ นายหลี่หงจื้อได้นำเอาท่ามวยไท้เก๊กผสมท่ามวยสำนักต่างๆ ท่ารำไทยผสานกันเป็นท่าเฉพาะของการฝึก “พลังศักยภาพ” และนำเอาคำศัพท์ของศาสนาพุทธ เต๋า และคริสต์ มาผสมกันจนเกิดเป็นคำศัพท์เฉพาะของฝ่าหลุนกง สร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้ฝึกฝ่าหลุนกงเป็นจำนวนมาก เมื่อมีคนนับถือมาก นายหลี่หงจือได้ใช้ผู้ที่ฝึกฝ่าหลุนกงเป็นเครื่องประท้วงก่อกวนรัฐบาลจีน ในช่วงแรกรัฐบาลยอมรับให้ฝ่าหลุนกงเป็นการฝึกเพื่อสุขภาพและส่งเสริม แต่เมื่อฝ่าหลุนกงเริ่มมีการเคลื่อนไหวก่อกวนรัฐบาลขึ้น รัฐบาลจีนจึงเริ่มทำการปราบปรามฝ่าหลุนกง เมื่อรัฐบาลจีนทำการปราบปรามจริง นายหลี่หงจื้อจึงอพยพหนีไปอเมริกาแต่ยังคงก่อกวนรัฐบาลจีนอยู่โดยผ่านอุปกรณ์สื่อสารซึ่งรัฐบาลจีนก็ทำการปราบปรามได้อย่างไม่เต็มที่


แนวคิดและหลักคำสอนของฝ่าหลุนกง
หลักธรรมของฝ่าหลุนกงผู้นำพูดแนวคิดบางประการมาจากศาสนาอื่น สร้างตนเองให้เป็นเทพเจ้าหยั่งรู้และสร้างทฤษฎีโลกยุคสุดท้ายให้ประชาชนหวาดกลัวและปฏิเสธวิทยาศาสตร์ โลกเปรียบเสมือนที่ทิ้งขยะจักรวาล มนุษย์ที่อยู่บนโลกเป็นเหมือนขยะที่ตกลงมาจากสวรรค์ที่ไม่ต้องการแล้ว ฝ่าหลุนกงโดยหลี่หงจื้อเท่านั้น สามารถจะนำพวกผู้ฝึกฝ่าหลุนกงกลับขึ้นสู่สวรรค์ได้ และการที่หลี่หงจื้อจะยอมพาขึ้นสวรรค์นั้น จะต้องฝึกฝ่าหลุนกงอย่างเคร่งครัดละทิ้งความเชื่อและศาสนาอื่น แล้วเชื่อในฝ่าหลุนกงเท่านั้น

ที่มา : http://www.baanjomyut.com/library/chinese_philosophy.html, 05/06/56.

under: ปรัชญาจีน

ปรัชญากรีก

 

Greek 1

        1.   ปรัชญาก่อนสมัยโสกราติส

                 ปรัชญากรีกเริ่มขึ้นเมื่อชาวกรีกมีความพยายามจะแสวงหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกโดยไม่ต้องผ่านการอธิบายเชิงศรัทธาและอำนาจทางศาสนา  แต่ด้วยวิธีการที่ผ่านกระบวนการใช้เหตุผล        กระแสความคิดปรัชญากรีกยุคเริ่มแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณปีที่ 6-4     ก่อน คริศตกาล เป็นปรัชญายุคก่อนโสกราตีส ด้วยเหตุที่สภาพทางภูมิศาสตร์ของกรีกเป็นดินแดนชายฝั่งทะเล มีประเทศเป็นเทือกเขา ดินแดนบ่อเกิดปรัชญากรีกยุคก่อตัวคือ เมืองท่าชายฝั่งทะเลชื่อมิเลตุส (Miletus) ที่ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแคว้นไอโอเนียในเอเชียน้อย ชายฝั่งทะเลเอเจียนตรงข้ามกับเอเธนส์ นักปรัชญากรีกยุคก่อตัวนี้ บางทีจึงได้รับการขนานนามว่า นักปรัชญามิเลเชียนหรือ นักปราชญ์ไอโอเนียน

 

                          ด้วยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งทางการค้า  ศิลปวิทยาการต่าง ๆ และความเชื่อทางศาสนาแห่งเทพกรนัม  พิธีบวงสรวงที่อลังการบนยอดเขาโอลิมปุส  การสร้างมหากาพย์ (Epic) เพื่อ ใช้ในพิธีกรรม ล้วนแต่สะท้อนความนึกคิดเชิงจักรวาลวิทยาอธิบายโลกธรรมชาติที่มีความ สัมพันธ์ต่อความเป็นไปของโลกและมนุษย์ กฎธรรมชาติกับกฎธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป็นที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง สำหรับชาวมิเลเชียน ที่ได้พัฒนากระบวนการแสวงหาความรู้และพัฒนาการทางสติปัญญาที่แยกส่วนออกจากความเชื่อและอำนาจครอบงำความรู้ทางศาสนาได้อย่างอิสระ ด้วยกระบวนการคิดและการใช้เหตุผลอย่างเป็นวิทยาการ     จนได้เชื่อว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ยุคแรก

 

                          ประเด็นปัญหาทางปรัชญาในระยะแรก ๆ ได้แก่ คำถามว่าโลกถูกสร้างมาจากอะไรและโลกครอบครองอะไรอยู่  อะไรคือแก่นแท้ของโลก  สิ่งที่แท้จริงคืออะไร  และเราจะสามารถอธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้อย่างไร เป็นต้น

 

                          นักปรัชญากรีกยุคก่อตัวได้แก่

 

                          1.  ธาเลส  (Thales: 624-546 กคศ.)  นักปรัชญากรีกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาชาวตะวันตกคนแรกและเป็นผู้ก่อตั้งวิชาเรขาคณิตและดาราศาสตร์คำนวณ  เป็นนักคิดที่ยืนยันว่า สสารประกอบด้วยน้ำ  แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของเขาเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า  สิ่งทั้งหลายสร้างขึ้นด้วยอะไร  และได้เฝ้าสังเกตการณ์ว่า  อะไรคือสิ่งที่คงตัวในสสารมากที่สุด  ในที่สุดเขาจึงยืนยันว่า น้ำคือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง

 

                        2. อแนกซิมันเดอร์ (Anaximander: กคศ.610 -546 )ยุคสมัยเดียวกับธาเลส  ศิษย์ของธาเลส  มีความคิดเห็นพ้องกับอาจารย์ของเขา  โดยได้วิเคราะห์ว่า  สิ่งที่เป็นสารัตถะย่อมต้องเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติที่ไร้ขีดจำกัด  เมื่อสังเกตดูสิ่งต่าง ๆ รอบตัว พบว่า มีความชุ่มชื้นของน้ำปรากฏอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง  น้ำจึงมีคุณสมบัติไร้ขีดจำกัด  และเป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่ง

 

                          3.  อแนกซิเมนีส  (Anaximenes:กคศ. 585-528.)    เป็นนักคิดร่วมสมัยกับอแนกซิมันเดอร์   เขาได้นำแนวคิดของธาเลส  ที่ศึกษาว่า  อะไรคือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง  กับแนวคิดของอแนกซิมันเดอร์           ที่ว่าสิ่งที่เป็นแก่นแท้จะต้องมีคุณสมบัติไร้ขีดจำกัด  แล้วนำมาสังเคราะห์เป็นแนวคิดใหม่ว่า  สิ่งที่มีคุณสมบัติไร้ขีดจำกัด  ไม่น่าจะใช่  น้ำ แต่น่าจะเป็น  อากาศธาตุ  มากกว่า  โดยสังเกตการณ์ดูลักษณะความเคลื่อนไหวของอากาศ  (air)  เขาได้เสนอแนวคิดสำคัญที่ว่า  ความแตกต่างใน  คุณสมบัติ  (quality)  เป็นผลมาจากความแตกต่างในด้าน  ปริมาณ  (quantity)  ดังเช่นอากาศที่กลั่นตัวในรูปแบบต่าง ๆ เป็นกระแสลม  และกระบวนการต่อ  ๆ ไปทำให้เกิดน้ำขึ้น  จากนั้นจึงเกิดดิน และการจับตัวที่แกร่งที่สุดพบในหินต่าง ๆ

 

                 4.  ไพธากอรัส  (Pythagoras:กคศ.525-500)   เป็นชาวเกาะซามอส (Samos)  นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุค  เขาได้พิสูจน์ความเป็นไปของจักรวาลด้วยทฤษฎีไพธากอรัส (Pythagorean  Theorem)   ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น หลักคณิตศาสตร์แท้ทฤษฎีแรก  ไพธากอรัสได้ย้ายถิ่นไปพำนักที่เมือง  โครโทน (Crotone)  อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีในปัจจุบัน  และได้เปิดสถาบันการศึกษาที่เน้นความกลมกลืนของดนตรีกับเรขาคณิต  ไพธากอรัส ยืนยันว่า  เลข(numbers) คือ ความจริงแท้ (realities)  สิ่งทั้งหลายทั่วจักรวาล คือ แบบจำลองของตัวเลข เลข คือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง    เขาได้นำกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์มาไตร่ตรองอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วอธิบายออกมาอย่างเป็นระบบ  เกิดเป็น  แนวคิดเชิงทฤษฎี

 

                  คำว่า ทฤษฎี-Theory   เป็นคำที่มาจาก รากศัพท์ภาษากรีก “theorem”มีความหมายตรงกับคำอังกฤษว่า “to look on” หรือคำไทยว่า พิจารณา ไตร่ตรอง  จากนั้นเขาได้คิดค้นแนวคิดทางปรัชญาว่าด้วย สังกัปของแบบ (the concept of form) โดยอธิบายว่าเป็นแก่นแท้หรือสารัตถะของวัตถุ  (matters)  เขาอธิบายว่า สิ่งที่เรียกว่า แบบ-from”  หมายถึงสิ่งที่มีขอบเขตจำกัด (limit)  ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ด้วยจำนวนเลข  (numerical term)  ากหลักการนี้เขาได้บูรณาการหลักคณิตศาสตร์กับหลักสุนทรียศาสตร์ในดนตรีกับการแพทย์ ว่า หัวใจของศาสตร์ทั้งสามนี้อยู่ที่ความกลมกลืน (harmony)ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของจำนวนที่พอเหมาะและอัตราส่วนที่จำกัดเฉพาะ  ในระบบเสียงดนตรีจะมีอัตราส่วนของจำนวน (numerical ratio) ของตัวโน้ตเพลง  โดยตัวโน้ตแต่ละชุดจะต้องมีการแยกเสียงในจำนวนที่ทำให้เกิดระดับเสียงที่สอดคล้องรับกันจึงจะไพเราะ ความกลมกลืนจึงเป็นแบบที่มาจำกัดโครงสร้าง (structure)ที่กำหนดเสียงดนตรีที่หลากหลายของเส้นเสียงในเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ การแพทย์ก็เช่นกัน ความกลมกลืน หรือสัดส่วนที่พอเหมาะระหว่างสิ่งที่มีคุณสมบัติที่เป็นคู่ตรงกันข้ามกัน เช่น ความร้อน-เย็น เปียก-แห้ง และกลุ่มจำนวนของธาตุต่าง ๆ ที่ต่อมาภายหลังเรียกว่า  สารชีวเคมี (biochemicals)เป็นที่มาของความมีสุขภาพดี  จากตัวอย่างแนวคิดที่กล่าวมานี้  จึงทำให้อัจฉริยภาพของไพธากอรัสได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอมาจนถึงทุกวันนี้  โลกไม่เคยลืมเลือน

 

                  5.  เฮราคลิตุส(Heraclitus:กคศ. 504-501.)  นักคิดจากตระกูลสูงแห่งเอเฟซุส    (Ephesus)     ผู้มีจินตนาการทางความคิด     และได้รับการยกย่องในสถานะสำคัญเทียบชั้นกับปรัชญาเมธีเพลโต   และนักปรัชญาสโตอิค (Stoic)   เขาเป็นนักคิดที่ได้รับความชื่นชมอย่างสูงจากนักคิดชั้นนำของโลกอย่างเช่น  เฮเกล (Hegel) และนิทซ์ช (Nietzsche) ซึ่งเป็นนักคิดปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่

 

                          เฮราคลิตุส  เป็นปรัชญาเมธีชาวกรีก ผู้ประกาศว่า  ความเปลี่ยนแปลงเป็นสภาวธรรมชาติของจักรวาล  เขามีความเชื่อว่า  จักรวาลมีสภาวะเป็นกระแสของความเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย (a constant state of flux or change)แนวคิดทางปรัชญาของเขาสนใจในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่ง      แนวคิดหลักคือ  ทุกสิ่งล้วนเป็นกระแส-All things are in flux.)โดยอธิบายเปรียบเทียบว่า ไม่มีใครสามารถก้าวลงไปสัมผัสสายน้ำเดียวกัน 2ครั้งในแม่น้ำเดียวกันนั้นได้-You cannot step twice into the same river. (อ้างโดย Stumpf, 1989,13) แม่น้ำย่อมเปลี่ยนไป เพราะกระแสน้ำมีการไหลอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา  หลักการว่าด้วยกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้  สามารถนำมาใช้อธิบายแก่สรรพสิ่งได้อย่างกว้างขวาง  ไม่ว่าจะเป็นสสาร วัตถุ โลก จักรวาล และชีวิตมนุษย์ ทุกสิ่งย่อมมีความเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ถาวร  มนุษย์ก็ทรงตัวอยู่ในรูปแบบหนึ่งเริ่มตั้งแต่เกิดมา เติบโตเป็นผู้ใหญ่  แล้วก็แก่เฒ่าชราลงและเสื่อมสภาพไป  แม้แต่จิตวิญญาณ (Soul) ของคนเรา  ก็มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันออกไปตามกาลเวลา

 

                          ความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายของสรรพสิ่ง (a unity in diversity)  ในความเปลี่ยนแปลงนั้นน่าที่จะมีตัวการที่มาเปลี่ยนแปลง  เขาสันนิษฐานว่า น่าจะเป็น ธาตุไฟ (Fire) แต่เขาก็ไม่ได้ระบุลงไปว่า  ไฟเป็นสารัตถะของสรรพสิ่ง  เขาสังเกตว่าไฟแสดงออกถึงกระบวนการของการแปรสภาพ (a process of transformation)  แต่ก็น่าจะมีบางสิ่งที่เป็นสารัตถะที่ทำให้ไฟเกิดความเปลี่ยนแปลง หลักการนี้เขาเรียกว่า      หลักการว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงในตนเอง-the principle of change itself”  สิ่งหนึ่งจึงสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นอีกสิ่งหนึ่งได้เมื่อมีตัวการแห่งความเปลี่ยนแปลงในตนเองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น  จักรวาลดำเนินต่อไปแม้ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนรูปแบบจากกาลหนึ่งไปสู่กาลหนึ่ง         จากหลักว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งที่แตกต่างกันออกไปตามรูปแบบความเปลี่ยนแปลงของไฟ เขาได้เสนอแนวคิดว่าด้วยเหตุผล (the idea of reason)  แห่งความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นกฎธรรมชาติสากล (Reason as the Universal Law)

 

                          กระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลง  ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญแต่เป็นผลิตผลของเหตุผลสากลของพระผู้เป็นเจ้า (God’s universal Reason-Logos) เหตุผลนี้เองที่ทำให้ดวงจิตของมนุษย์เกิดภูมิปัญญา (wisdom) จิตวิญญาณของมนุษย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (God is Reason) ต่อมาหลักการนี้ได้รับการอ้างอิงในหมู่นักเทววิทยาชาวคริสต์หลายยุคหลายสมัยมาจนทุกวันนี้

 

                          หลักแห่งความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ตรงข้ามกัน-The Conflict of Opposites )  เขาได้อธิบายว่าแม้ว่ามนุษย์จะเป็นผู้ทรงเหตุผลและปัญญา  แต่ก็มีสภาพการณ์ของความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ตรงข้ามกันให้เห็นอยู่เสมอในชีวิตแวดล้อมของมนุษย์  ทำให้บางครั้งยากที่จะทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เช่น  ความเป็นระเบียบ สงบ มั่นคง กับ ความไร้ระเบียบ สับสนอลหม่าน ไม่เป็นปกติสุข  สงคราม กับสันติภาพ  สุขภาพกับความเจ็บไข้ได้ป่วย  ชีวิตกับความตาย  ความยุติธรรมถูกต้องกับความไม่เป็นธรรม ความดี-ความชั่ว  แท้ที่จริงสิ่งที่ตรงกันข้ามกันเหล่านั้นเป็นสิ่งเดียวกันแต่มีสภาวะที่แตกต่างกัน  เขาได้กล่าวไว้ว่า  ย่อมเป็นความฉลาดที่ยอมรับว่า  สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน  (It is wise to agree that all things are one.) (Stumpf, 1988, 16)

 

                          6.  พาร์มีนิดีส  (Parmenides:เกิดในช่วงประมาณปี          กคศ.515.) เป็นนักคิดร่วมสมัยกับเฮราคลิตุส  และเป็นผู้สถาปนาสถาบันการศึกษาปรัชญาอีลีติก (The Eleatic School of Philosophy)  เขาเป็นนักคิดที่สนใจในประเด็นเกี่ยวกับการอธิบายปรากฏการณ์ของความเปลี่ยนแปลง  (the phenomenon of change)  โดยได้วิจารณ์แนวคิดว่าด้วยสารัตถะของสรรพสิ่งของนักคิดกลุ่มมิเลเชียน      และได้วิพากษ์     จนกระทั่งเสนอแนวคิดที่ว่า        ความเปลี่ยนแปลงเป็นภาพลวง (illusion)   เขาได้เสนอความคิดแนววิเคราะห์อย่างลึกซึ้งถึงสภาวะ ความมีอยู่ของสรรพสิ่ง ว่า เป็นสิ่งจริง (reality) ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งลวง  เป็นความสับสนที่แยกไม่ออกระหว่างความมีอยู่เป็นอยู่  กับความเปลี่ยนแปลง ระหว่าง  อาการปรากฏ (appearance)  กับ ความเป็นจริง (reality)

 

                          7.  เซโน  (Zeno:  เกิดเมื่อประมาณปี 489 กคศ.)  เกิดที่เมืองอีลีอา (Elea) ศิษย์ของพาร์มีนิดิส เปรียบเทียบวัยกันแล้ว เมื่อเขาอายุได้ 40 ปี อาจารย์ของเขามีอายุได้ 65 ปี และตอบนั้นท่านโสกราตีสยังเพิ่งอยู่ในวัยเด็กหนุ่มอยู่ เซโนมีความสนใจประเด็นปัญหาเรื่องการโต้ตอบวิพากษ์ปรัชญาของพาร์มีนิดีสใน หมู่นักคิดทั้งหลายในขณะนั้น เช่น กลุ่มนักคิดสำนักของไพธากอรัส มีความคิดที่โต้แย้งและปฏิเสธหลักการของพาร์มีนิดีส ในมุมมองที่ว่าความจริงแท้มีเพียงหนึ่ง (Reality is One.)   ซึ่งสำนักความคิดของไพธากอรัส อธิบายว่า  ความจริงแท้มีหลากหลาย (plurality of things) หรือแนวคิดที่แย้งว่า  วามเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งจริง  เซโน จึงได้เสนอแนวคิดโต้แย้งกลับไปว่า  ในการมองความจริงแท้  บุคคลควรแยกแยะให้ออกระหว่าง สิ่งที่เรียกว่า  อาการที่ปรากฏ (appearance)  กับความเป็นจริง(reality)  ให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อน อย่าไปมองโลกอย่างแยกเป็นส่วน ๆ แต่ต้องมองดูทั้งระบบรวมจึงจะสามารถเข้าใจความจริงแท้ของโลกได้  และต้องมองให้เห็นถึงความสัมพันธ์กัน  ประสาทสัมผัสทำให้เรามีการรับรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ   และทำให้เรามองไม่ผ่านทะลุไปถึงความเป็นจริง  ผัสสะมักจะมาหลอกลวงให้เรามองไม่เห็นความจริง   ไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรเป็นเพียง ความเห็น และอะไรเป็นความรู้แท้ (knowledge)  การแสวงหาความรู้จึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการคิด (thought)  แทนที่จะใช้เพียงกระบวนการรับกระทบทางผัสสะ (sensation)  เซโนได้เสนอหลักคิดว่าด้วยความขัดแย้งในตัวเอง  (paradox)  ไว้ 4 เรื่อง ได้แก่ 

 

                          (1) เรื่องราวว่าด้วยลู่วิ่งแข่งขัน (the racecourse) เขากล่าวว่า สิ่งที่เป็นหนึ่งแล้วย่อมแบ่งไม่ได้อีก และย่อมดำเนินไปสู่จุดบรรจบกันอย่างต่อเนื่องในความเป็นหนึ่งเดียวนั้น เช่นเดียวกับนักวิ่งกรีฑา ในลู่วิ่งแข่ง ที่ออกวิ่งจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดเส้นชัย เส้นทางนั้นย่อมบรรจบกันเป็นเอกวิธี ความเคลื่อนไหวจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

 

                        (2)  เรื่องราวของอาคิลีสกับเต่า(Achilles and the tortoise) เป็นอุทาหรณ์ที่เขานำมาใช้สาธิตโต้แย้งความคิดกับสำนักนักคิดไพธากอรัส  ที่ว่า  ความจริงแท้มีความหลายหลาย  โดยให้นักกรีฑาชื่ออาคิลีสที่เป็นนักวิ่งลมกรด  วิ่งแข่งกับเต่าที่เชื่องช้า  โดยอาคิลีสยอมให้เต่าล่วงหน้าไปก่อน เซโนกล่าวว่า  ไม่มีทางเลยที่อาคิลีสจะวิ่งนำหน้าเอาชนะเต่าได้  เพราะในลู่วิ่ง เขาจะวิ่งผ่านจุดที่เต่าคลานไปถึงก่อนแล้วเสมอ  โดยหลักเหตุผลแล้วเต่าจึงวิ่งนำหน้าไปอยู่เสมอ  ระยะทางระหว่างคู่แข่งทั้งสองเป็นสิ่งที่     ไม่มีจุดไหนที่จะถูกวิ่งผ่านไปก่อนจุดที่ถูกวิ่งผ่านไปแล้ว  ดังนั้นจึงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ      เลยในแง่นี้       เป็นการโต้แย้งแนวคิดเรื่องการเคลื่อนไหวของสำนักไพธากอรัส 

 

                        (3)  เรื่องราวของลูกศร  (The Arrow)  คำถามว่า  ลูกศรมีการเคลื่อนไหวหรือไม่ เมื่อยิงออกไปที่เป้า  ตัวอย่างนี้  เซโนใช้สาธิตโต้แย้งกับพวกไพธากอรัสที่อธิบาย ว่าด้วยความจริงเกี่ยวกับอวกาศ (the space)โดยเซโนโต้ว่า  ลูกศรที่พุ่งไปในความว่างเปล่า  จึงไม่มีความเคลื่อนไหวการเคลื่อนไหวจึงเป็นสิ่งลวง

 

                        และ

 

                        (4)  เรื่องสัมพัทธภาพของการเคลื่อนไหว  (the relativity of motion)  เขาให้จินตนาการว่าผู้โดยสารที่อยู่บนรถ 3 ขบวนที่มีความยาวเท่ากัน  แต่ละขบวนมีหน้าต่าง 8 หน้าต่าง ให้รถขบวนหนึ่งจอดนิ่งอยู่กับที่ และให้รถอีก 2 ขบวนวิ่งสวนกันด้วยอัตราความเร็วที่เท่ากัน  หน้าต่างแต่ละช่องเป็นตัวแทนของระยะทาง  เมื่อรถวิ่งหน้าต่างแต่ละช่องจะเป็นตัวแทนของหน่วยเวลา  เมื่อรถทั้งสามวิ่งไปสู่ภาวะหน้าต่างตรงกันทุกช่อง  ผู้โดยสารจะแยกไม่ออกเลยว่ามีการเคลื่อนที่ของรถ  การเคลื่อนที่จึงเป็นสิ่งลวง

 

                        8.  เอมพีโดคลีส  (Empedocles: 490-430 กคศ.)  ชาวซิซิลี  (Sicily)  ผู้สนใจในประเด็นปัญหาต่อเนื่องมาจากเซโน เขามีความเห็นว่า ความจริงแท้เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง –Reality is fundamentally changeless.  เขาอธิบายว่า  สิ่งทั้งหลายประกอบด้วยอนุภาคของสสาร  วัตถุจึงเปลี่ยนแปลงไปตามองค์ประกอบดังกล่าว  แต่สิ่งที่เป็นอนุภาคมีโครงสร้างที่มีคุณสมบัติที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง  สิ่งต่าง    ในธรรมชาติรวมตัวกันได้ด้วยแรง 2  อย่าง  เขาเรียกว่า  รัก  (love) และชัง(hate)  หรือ กลมกลืน  (harmony)  กับ แตกแยก  (discord)  ที่ทำให้เกิดการรวมตัวและการแยกตัวของอนุภาคสสารต่าง    แล้วเกิดสิ่งต่าง    ขึ้นมาในโลกอย่างไม่รู้จบ

 

                   9.  อแนกซากอรัส  (Anaxagoras: 500-428 กคศ.)  นักคิดที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเรื่อง  จิต” (Mind – nous) ว่าเป็นสิ่งที่แยกออกจากวัตถุ(matter) เขาเห็นด้วยกับคำอธิบายของเอมพิโดคลีสที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น และได้เสนอแนวคิดของเขาว่า ธรรมชาติของความจริงเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักว่าด้วยจิตและวัตถุ  ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้นมา  แต่ละสิ่งจะมีสัดส่วนจำเพาะในตัวเอง จิต-nous เป็นตัวการที่กำหนดระเบียบโครงสร้างของสรรพสิ่ง ว่าจะเป็นไป รวม หรือ แยก ไปประกอบกันเป็นสิ่งใด ๆ ต่อไป สิ่งทั้งหลายจึงดำรงอยู่ได้ด้วยจิต จิตปรากฏอยู่ในทุกสิ่ง ทุกที่ ทุก ๆ อย่างมีชีวิตได้ด้วยจิต ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล โลก มนุษย์ สัตว์ พืช สรรพสิ่งทั้งหลาย จิตดำรงอยู่แผ่ไพศาล จิตเป็นตัวการที่ควบคุมร่างกายมนุษย์ จิตแตกต่างจากวัตถุตรงที่ จิตเป็นสิ่งเลิศและบริสุทธิ์    ทรงสัจจ์ความรู้แท้รู้ทั่วเป็นที่สุด

 

10.สำนักอะตอมนิยม   (The Atomists: 460-360 กคศ.)   เป็นกลุ่มนักคิดนำโดยลิวซิปปุส  (Leuzippus)  และเดโมคลิตุส  (Democlitus)  ผู้มีความสนใจแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่ง  สืบต่อจากธาเลส โดยสำนักนี้เชื่อว่า  แก่นแท้ของสิ่งทั้งหลาย คือ อะตอม  โดยเสนอในหลักแนวคิดว่าด้วยอะตอมและความว่าง    (Atom and the Void)  ความว่างหรือสุญญตภาพ  หมายถึงบางสิ่ง  ไม่ใช่ ความไม่มีอยู่อย่างไร้สิ่ง (nothing)          เพียงแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในอสภาวะ (non-being)  ลิวซิปปุส ยืนยันหลักการที่ว่า อวกาศเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง  เป็นแหล่งที่ตั้งอยู่ของสสารให้ดำรงอยู่  เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้  ทุกสิ่งทุกอย่างประกอบด้วยอะตอมซึ่งเป็นอนุภาคที่มีจำนวนอเนกอนันต์  (infinite number)  แนวคิดของสำนักอะตอมนิยมได้เป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาว่าด้วยทฤษฎีอะตอมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน  ดังจะเห็นได้ว่า  เซอร์  ไอแซค นิวตัน  (Sir Issac Newton: 1642-1727)  ก็เป็นนักคิดที่มีพื้นฐานหลักอะตอมนิยม

 

                          เดโมคลิตุส  นักอะตอมนิยมระดับแนวหน้าอีกท่านหนึ่ง  ได้เสนอประเด็นเกี่ยวกับการแสวงหาความรู้  ว่าด้วยโครงสร้างของธรรมชาติ  (structure of nature)  วิธีการแสวงหาความรู้  ในกระบวนการคิด  และการรับรู้ทางผัสสะ  ทั้งนี้เพราะ อะตอม  ไม่ใช่สิ่งที่รับรู้ได้ง่าย ๆ ด้วยประสาทสัมผัสหยาบ ๆ  สิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ใช่ ความรู้  ความรู้ที่แท้เขาเรียกว่า ความรู้ต้นกำเนิดของความจริง (trueborn knowledge)  ส่วนความรู้จากผัสสะเป็นความรู้อย่างหยาบ  (bustard  knowledge)  การรับรู้ทางผัสสะ  ไม่สามารถให้ความรู้ที่แน่นอนได้ เพราะจะเปลี่ยนไปตามการรับกระทบของร่างกายที่รับรู้ผัสสะแตกต่างกันไป  ถึงแม้การรับรู้ทั้งสองแบบจะเป็นกลไกที่เกี่ยวเนื่องกัน  นอกจากประเด็นปัญหานี้แล้ว  เขายังให้ความสนใจกับปัญหาจริยศาสตร์ (ethics)  โดยพิจารณาการเคลื่อนไหวของมนุษย์กับการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง  เขาได้เสนอแนวคิดว่า มนุษย์เราควรดำรงวิถีชีวิตแบบทางสายกลาง (moderation)  แสวงหาเป้าหมายของชีวิตด้วยการควบคุมตนเองให้ดี (self-control)  และด้วยจิตใจที่เบิกบาน (cheerfulness)  เขาจึงได้รับการขนานนามว่า นักปรัชญาผู้มีอารมณ์ขัน-The Laughing Philosopher”

 

11.  นักคิดโซฟิสต์       (The Sophists:อยู่ในช่วงศตวรรษที่  5  กคศ.)    เป็นนักคิดชาวเอเธนส์  โซฟิสต์ระดับแนวหน้าเด่น ๆ ได้แก่ โปรทากอรัส  (Protagoras)  จอจิอุส(Gorgius) และธราซิมาคุส  (Thrasymachus)   นักคิดกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า กลุ่มผู้ทรงปัญญา  (The Intellectuals)หรือโซฟิสต์  เป็นกลุ่มนักคิดที่เปิดประเด็นปัญหาว่าด้วย ธรรมชาติของมนุษย์ว่า ต้องมีความรู้  จึงจะจัดระเบียบพฤติกรรมของตนเองได้  ประกอบกับบรรยากาศทางการเมืองของเอเธนส์ที่เป็นเจ้าตำรับประชาธิปไตยแบบตรง(Direct  Democracy)  ทำให้พลเมืองเอเธนส์สนใจในศิลปะการใช้ภาษาวาทศาสตร์ศิลปะการพูดในที่สาธารณะ    เพื่อใช้แสดงวาทะกันในรัฐสภานักคิดโซฟิสต์ เป็นนักปฏิบัติที่ได้นำเอาหลักการใช้ปัญญามาควบคู่กับการฝึกทักษะด้านภาษาให้การฝึกอบรมแก่พลเมืองชาวเอเธนส์ผู้ที่สนใจอย่างกว้างขวาง  โปรทากอรัส  เป็นโซฟิสต์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในกลุ่ม วาทะที่โด่งดังติดปากผู้คนมาจนทุกวันนี้คือ    มนุษย์เป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง -Man is the measure of all things.”  ถ้ามนุษย์บอกว่าสิ่งนั้นใช่ ก็ใช่ หรือถ้าบอกว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ โปรทากอรัสกล่าวเช่นนี้เพื่อจะบอกว่า  เมื่อมนุษย์มีความรู้ในขีดจำกัดหนึ่ง เขาก็จะมีความสามารถในขีดจำกัดนั้น  สัญญาการรับรู้  (perception)  ของมนุษย์ ถูกวัดจาก สิ่งที่เรารับรู้สัญญา(what we perceive) ซึ่งแต่ละคนย่อมมีการรับรู้ที่แตกต่างกันไปวิสัยของแต่ละคน ดังนั้น  จึงไม่มีมาตรฐาน (standard)  ที่จะระบุชี้ชัดลงไปได้ว่า การรับรู้ของคน ๆ หนึ่ง จะถูกต้อง  และการรับรู้ของอีกคนหนึ่ง ผิด เป็นเรื่องที่ยากที่จะค้นพบว่า  อะไรถูกต้อง  จริงแท้ที่สุด  เป็นการยากที่จะแบ่งแยกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง   สิ่งที่เป็นอาการปรากฏ(appearance)  กับ   สิ่งที่เป็นจริง  (reality)  แนวคิดทำนองนี้เป็นแนวคิดปรัชญาญาณวิทยา หรือ ทฤษฎีความรู้   (theory of knowledge)    ซึ่งโปรทากอรัส ได้สรุปแนวคิดว่า ความรู้เป็นสิ่งสัมพัทธ์ไปตามปัจเจกบุคคล (Knowledge is relative to each person.)  ซึ่งเขาหมายรวมถึงเกณฑ์การตัดสินทางจริยธรรมด้วย  แนวคิดของเขาจึงมีลักษณะเป็น  สัมพัทธนิยม (Relativism)

 

                            จอจิอุส  ได้เข้ามาพำนักที่เอเธนส์ในฐานะอัคราชทูตจากนครเลออนทินี (the city of Leontini)  ในปี 427 ปี กคศ. เขามีทัศนะว่าเกี่ยวกับความรู้อย่างสุดโต่งว่า ไม่มีความจริงใดในโลกโดยเน้นบทเสนอความคิดว่า (1) ไม่มีอะไรดำรงอยู่-There is nothing exist. (2) ถ้าจะมีอะไรดำรงอยู่ ก็เป็นสิ่งไม่สามารถเข้าใจได้  (that if anything exists it is incomprehensible)  และ (3) ถ้าสามารถเข้าใจได้ก็สื่อความหมายไม่ได้  (that even if it is comprehensible, it cannot be communicated) ดังนั้นความรู้ที่มีลักษณะสัมพัทธ์จึงไม่สามารถเป็นความจริงแท้ได้  จอจิอุส  จึงหันหลังให้กับปรัชญาและไปสนใจในด้านการสอนวิชาวาทศิลป์  โดยเน้นทักษะการโน้มน้าวและจูงใจคน  ซึ่งเทคนิคที่เขาพัฒนาขึ้นมาใช้ เป็นเทคนิคกลลวงหลอกให้เชื่อ (the technique of deception)  การใช้หลักความรู้  ผสมผสานกับหลักจิตวิทยา  และอำนาจในการชี้นำ  การที่เขากล่าวว่า  ในโลกนี้ไม่มีความจริงแท้ ก็เพื่อนำไปใช้ในเทคนิคการจูงใจให้เกิดผลทางปฏิบัติตามที่เขาต้องการในที่สุด

 

                        ธราซิมาอุส        เป็นโซฟิสต์ที่ปรากฏชื่อเอ่ยถึงในหนังสือ  “The Republic”    ของเพลโตในประเด็นเกี่ยวกับความอยุติธรรม (injustice)      โดยเขายืนยันว่า  ความอยุติธรรม เป็น สิ่งที่น่าพึงปรารถนามากกว่า ชีวิตที่เป็นธรรม (Injustice is to be preferred to the life of justice.)  เขาไม่ได้มองว่า    ความอยุติธรรม  เป็นคุณลักษณะที่บกพร่อง เขามองเห็นว่า        บุคคลที่อยุติธรรม (unjust person)คือ บุคคลที่อยู่ในฐานะเหนือชั้นกว่าและมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่า ผู้ที่นำความอยุติธรรมไปสู่ความสมบูรณ์ มักจะสร้างตัวเองไปสู่ฐานะผู้เป็นนายของนครและประเทศชาติ  ส่วนความยุติธรรม  ที่ดำรงอยู่ด้วยความเรียบง่ายนำไปสู่ความอ่อนแอ  ดัง นั้นบุคคลจึงควรดำเนินไปอย่างมุ่งมั่นแข็งกร้าว เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนอย่างไร้ขีดจำกัดและไร้รูปแบบเพื่อการยืนหยัดมั่นคงใน ตนเอง เขาชื่อว่า อำนาจ คือความถูกต้อง- Might is right.”กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง  กฎหมาย จึงได้รับคำนิยามว่า  เป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ซึ่งมีนัยยะที่แท้แล้วก็คือ ผลประโยชน์และอำนาจของผู้ออกกฎหมาย  เมื่อใดที่มีการกล่าวว่า  สิ่งนั้นหรือการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  จึงหมายความว่า  สิ่งนั้นหรือการกระทำนั้นเป็นผลประโยชน์และอำนาจของพรรคการเมืองที่แข็งแกร่งกว่านั่นเอง

 

                            แนวคิดที่ไม่เชื่อมั่นในความมีอยู่ของความจริง  เห็นว่าจริยธรรมเป็นเรื่องสัมพัทธ์ส่วนบุคคล  มีการนำหลักจริยธรรมเรื่องความยุติธรรมไปตีความเป็นเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจบนรากฐานของหลักอยุติธรรมนี้เองที่ทำให้แนวคิดของกลุ่มโซฟิสต์ มีลักษณะเป็นเจตคติไร้สัจจะ (nihilistic attitude)      จึงถึงวาระที่นักคิดอย่างปรัชญาเมธีโสกราตีส  จะได้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์แนวคิดของพวกโซฟิสต์ที่มีความบกพร่องในการใช้เหตุผล  ถึงแม้ว่าจะเก่งในเรื่องวาทศิลป์  ท่านโสกราตีสได้วางรากฐานการแสวงหาความรู้และความจริง ควบคู่ไปกับการแสวงหาเกณฑ์การตัดสินทางจริยธรรมที่มีหลักการมั่นคง

 

2.   ปรัชญาของโสกราตีส

 

                            โสกราตีส  (Socrates: 470-39 กคศ.)  เป็นนักคิดชาวเอเธนส์  ที่ดูราวกับว่าเป็นกลุ่มเดียวกับพวกโซฟิสต์  เพราะเขาได้ให้ความสนใจในประเด็นวิพากษ์แนวคิดแบบโซฟิสต์ไว้มาก  แต่แท้จริงแล้วโสกราตีสมีแนวปรัชญาที่แตกต่างจากโซฟิสต์อย่างสิ้นเชิง  เขาได้เสนอวิธีการแสวงหาความรู้ความจริง  และการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาเชิงจริยธรรม  เขายืนยันหลักการที่ว่า  ความรู้และการกระทำต้องสอดคล้องกัน  คือ เมื่อเข้าถึงความรู้ความจริงแล้วอย่างสมบูรณ์   ก็คือการเข้าถึงความดีอย่างแท้จริง ความรู้กับคุณธรรมจึงเป็นของคู่กัน  เมื่อรู้จริงก็ต้องทำดี  ดังอมตะวาทะของโสกราติสที่ว่า  “Knowledge is virtue-ความรู้คือ คุณธรรม

 

                            ถ้าสังเกตประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่นักปรัชญาที่กล่าวมาในตอนต้นทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะเห็นได้ว่า  สนใจเกี่ยวกับโลกธรรมชาติภายนอกตัวมนุษย์มากกว่าสนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติของตัวมนุษย์เอง        โสกราตีสจึงเป็นนักคิดที่เสนอประเด็นการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์

 

                            เมื่อ โสกราตีส ได้หันมาตั้งคำถามใหม่ เกี่ยวกับ มนุษย์และการรู้จักตนเองซึ่งเพลโตเป็นผู้ที่บันทึกผลงานความคิดทางปรัชญาของ โสกราตีสให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา

 

                      เพลโตจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาตะวันตกคนแรกผู้ที่ได้เขียนหลักแนวคิดทางปรัชญาที่มีผลงานปรากฏยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้  และผลงานของเพลโตได้รับการบรรจุเป็นหลักสูตรที่ใช้ศึกษาในทุกมหาวิทยาลัยทั่วโลก

 

                   เพลโตมองว่าโสกราตีสเป็นคนอัจฉริยะผู้ได้กล่าวถึงสิ่งสำคัญ  ว่าคนเราควรมีชีวิตอยู่อย่างไร  และคำถามพื้นฐานว่า อะไรคือ ความยุติธรรม

 

                            โสกราตีส  เป็นนักปรัชญาชาวกรีกคนแรกที่ยิ่งใหญ่  เขาเกิด และอาศัยอยู่ในเอเธนส์      ความเจริญของปรัชญากรีกอยู่ในยุคที่เรียกว่า  ยุคทอง     เขามีภรรยาและมีลูก 3 คน ในฐานะที่เป็นคนหนุ่ม เขาเรียนปรัชญาตามแฟชั่นนิยมในยุคนั้น  ซึ่งต่อมานิยมเรียกว่าปรัชญากรีก ยุคก่อนโสกราตีส Pre-Socratic”  ทั้งนี้เพราะมีความแตกต่างกันระหว่างปรัชญาของโสกราตีสกับปรัชญาก่อนหน้านี้  ประการสำคัญที่ทำให้เขาดูแปลกไปจากคนอื่น ๆ ก็คือ การวิพากษ์ที่ แสดงให้เห็นว่าจะยังไม่มีความพอใจในการตัดสินใจในประเด็นปัญหาปรัชญาทั้ง หลายที่ผ่านมาง่าย ๆ นักคิดในอดีตได้เสนอข้อคิดเห็นใหม่ที่ดูน่าตื่นเต้นแต่ปราศจากความชัดเจนและ ระเบียบวิธีการคิด  ดังนั้นจึงเกิดปัญหาว่า  จะค้นพบได้อย่างไรว่า อะไรเป็นจริง  หรืออะไรเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้  อย่าง ไรก็ตามถ้ามีการค้นพบสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นจริง อะไรที่ทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นและการหาคำตอบที่จะทำให้เรา รู้ว่าพระอาทิตย์ห่างจากโลกเท่าใด  ความรู้เหล่านี้ ทำให้ต้องย้อนกลับมาถามตัวเราเองว่า   ถ้า พฤติกรรมของเราไม่สามารถที่จะรู้ได้โดยความรู้   แท้ที่จริงแล้ว   ความรู้อย่างไหนที่ชีวิตของเราต้องการใช้ในการดำเนินชีวิตโสกราตีส จึงเริ่มต้นปรัชญาของเขา  ด้วยการตั้งประเด็นคำถามว่า  อะไรดี  อะไรถูกต้อง ถ้าพวกเรารู้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านั้นเราก็จะรู้วิถีที่เราดำรงชีวิตอยู่

 

                            โสกราตีส  ไม่ได้คิดว่าเขารู้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และก็ไม่มีใครที่รู้คำตอบนี้เช่นกันมาก่อนล่วงหน้า ถ้า ไม่ได้มีการสงสัยและตั้งคำถามขึ้นมา  เขาจึงแสดงนัยยะให้ได้ฉุกคิดไตร่ตรองว่า  ผู้ที่รู้ว่าเขาไม่รู้อะไรเลย  ย่อมนำไปสู่การแสวงหาความรู้  การรู้จักตนเอง  เป็นความรู้พื้นฐานของความรู้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติภายนอกตนเอง  ต่อให้เขาดูประหนึ่งว่าเป็นผู้มีความรู้มากมายเกี่ยวกับโลกภายนอก  แต่ถ้าเขาไม่รู้จักตนเองก็เหมือนคนที่ไม่มีความรู้  เพราะเขาจะไม่สามารถเข้าใจโลกและชีวิตได้อย่างแท้จริง

 

                            ปรัชญาตะวันตกทั้งหมดล้วนนำมาจากผลงานของเพลโต  ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากโสกราตีส      งานเขียนทั้งหลายได้รับการนำมาบรรจุเป็นระเบียบวาระการศึกษาในเรื่องปรัชญา

 

                       การศึกษาปรัชญาของโสกราตีส จึงเป็นการศึกษาปรัชญาจากผลงานการเขียนหนังสือปรัชญาของเพลโต    เมื่อเพลโตอายุประมาณ 31 ปี โสกราตีสได้ถูกกล่าวหาจากรัฐเอเธนส์ว่าเป็นผู้ยุยงปลุกปั่นให้คนหนุ่มพลเมืองของเอเธนส์หลงผิด  ที่นำไปสู่การเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐ โสกราตีสถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษเป็น การตายอย่างอยุติธรรม แต่โสกราตีสเลือกที่จะยอมทำตามกฎหมายของรัฐ โดยไม่ยอมหลบหนีไปจากเอเธนส์แม้จะมีสานุศิษย์พยายามจะมาช่วยพาหนีให้รอดพ้น จากการลงโทษก็ตาม โดยยึดมั่นในหลักการที่ว่า พลเมืองของรัฐ ควรเคารพเชื่อฟังกฎหมายของรัฐ 

 

                    การตายของโสกราตีสทำให้เพลโตได้รับความสูญเสียและสะเทือนใจอย่างสุดซึ้ง   เพราะเขามีความศรัทธาและเคารพโสกราตีสในฐานะบรมครูปรัชญาที่ฉลาดที่สุดเท่าที่กรีกเคยมีมา  ภายหลังจากการตายของโสกราตีส     เพลโตจึงได้เผยแพร่เรื่องราวของปรัชญาของโสกราตีสในรูปแบบของบทสนทนา (Dialogue)  ที่ มีโสกราตีส เป็นตัวละครสำคัญ ในการซักถามคู่สนทนาเกี่ยวกับแนวคิดด้านศีลธรรม หลักคิดทางการเมือง และสอดแทรกแนวคิดที่ผิดพลาดลงไปในหมู่ผู้มาร่วมสนทนา ที่ราวกับจะบอกว่า โสกราตีสถูกใส่ร้าย และไม่ใช่บุคคลที่ทุจริตต่อรัฐ และเพื่อตอกย้ำให้เห็นความเป็นปราชญ์อย่างโสกราตีสเป็นคนดีที่โลกควรยกย่อง ไม่ใช่ทำลายให้ตายไป

 

                            การเรียนรู้ปรัชญาของโสกราตีส จึงต้องมีการอ่านบทสนทนาต่างๆ ประกอบไปตามประเด็นปัญหาที่ต้องการศึกษา เช่น ประเด็นเกี่ยวกับ การรู้จักตนเอง ปัญหาความดีและความสุข ชีวิตที่ดีคืออะไร การแสวงหาความรู้และความจริง เป็นต้น

 

                       ทฤษฎีความรู้ของโสกราตีสได้ปรากฏอยู่ในบทสนทนาชื่อ       “Euthyphro-ยูไธโฟรโสกราตีสได้ชี้ให้เห็นว่า ครูสนทนาตั้งคำถาม หาคำตอบกับศิษย์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นกระบวนวิธีวิภาษ(dialectic method)เมื่อสนทนาแสวงหาความรู้ร่วมกัน ช่วยกันวิพากษ์และตรวจสอบกันเป็นระยะ ในที่สุดศิษย์จะเกิดความรู้ผุดออกมาจากสมอง ครูจึงเปรียบเสมือนหมอตำแยทางปัญญาความรู้ของศิษย์ (Intellectual Midwife) เทคนิคการสนทนาเพื่อให้เกิดปัญญา เริ่มต้นด้วย การผลัดกันนิยาม     (definition)    เกี่ยวกับ สิ่งที่จะศึกษาหาความรู้   ด้วยการตั้งคำถาม เช่น ความยุติธรรม-justice  คืออะไร?”   ความงาม-beauty  คือ อะไร?    ความดี-goodness คืออะไร?เป็นต้น จากนั้นผู้ร่วมวงสนทนาที่ต่างคนต่างมีประสบการณ์หลากหลาย ก็ระดมความคิดกัน ผลัดกันอธิบาย  สืบค้นเข้าไปถึงการวิเคราะห์คุณสมบัติของสิ่งที่ยกเป็นประเด็นมาศึกษา ช่วยกันแสดงตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อขยายความเข้าใจ กระบวนการนี้เป็นการสืบค้นข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ศึกษา (Introspection)ต่อจากนั้นก็มาถึงขั้นที่ทุกคนบรรลุถึงการสร้างแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ศึกษาด้วยพื้นฐานเป็นรูปธรรมขึ้นเรื่อยๆ   จนสามารถนำไปสู่กระบวนการสร้างระเบียบวิธีการอธิบายเชิงแนวคิดและสร้างสังกัปเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆได้ในระดับหนึ่ง (conceptualization)   แต่ในการสนทนาจะไม่มีการสรุปคำตอบสุดท้าย   ว่า คำตอบของใครเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เป็นการเปิดกว้างให้ทุกคนมีมีโอกาสในการตัดสินใจกลั่นกรองความรู้ของแต่ละคน อย่างเป็นอิสระทางความคิด

 

                            แนวความคิดทางจริยธรรมของโสกราตีส   มีหลักการพัฒนาจิต  ความรู้ และคุณธรรม เป็นสิ่งเดียวกัน ถ้าคุณธรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจิตวิญญาณ(soul) ให้ดีที่สุดแล้ว   ความรู้ที่จำเป็นอันดับแรกคือ อะไรที่จะทำให้จิตวิญญาณดีได้  ดังนั้นความดีกับความรู้ จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดมาก โสกราตีสจึงบ่งชี้ว่า ความรู้ คือ คุณธรรม  เช่นเดียวกับที่จะกล่าวว่า ความชั่ว (vice) บาป (evil)  เป็นการปราศจากความรู้  ความชั่ว จึงเป็น ความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง  การกระทำชั่วเป็นการกระทำที่ผิดพลาด เพราะจิตวิญาณเต็มไปด้วยความโง่เขลา ไม่รู้จริงคนเราถ้ามีความรู้จริง จะไม่กระทำบาป  การกระทำชั่ว ผิดบาป จึงเป็นความพลั้งเผลอ ที่เป็นผลมาจากความเขลา (ignorance) มนุษย์แต่ละคน จึงต้องขจัดความโง่เขลาออกไปและเสริมสร้างจิตวิญญาณให้มีปัญญาแกร่งกล้าด้วยความรู้แท้ โสเครตีสจึงมีปรัชญาที่แตกต่างจากพวกโซฟิสต์อย่างเห็นได้ชัดเจน

 

                            ในวันสุดท้ายของชีวิต โสกราตีสได้ดื่มยาพิษ ตามคำพิพากษา เพลโตได้บรรยายเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ใน บทสนทนาชื่อ“Phraedo-เฟรโด ว่า โสกราตีสรู้สึกตัวดี ตลอดเวลาที่ยาพิษซาบซ่านเข้าสู่ร่างกาย จากปลายเท้า ถึงหัวใจ และรู้ตัวดีว่า ความตายกำลังจะคืบคลานเข้ามาครอบงำ เขาได้กล่าววาทะสุดท้ายไว้ว่า ไครโตข้าฯยืมไก่ตัวหนึ่งมาจากเอสคลีพิอุส ..อย่าลืมใช้คืนให้ด้วยโสกราตีสได้สิ้นลมหายใจ อำลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว แต่ความเป็นครู ความเป็นนักปราชญ์ ได้ปรากฏประจักษ์แก่โลกที่ถึงพร้อมด้วยความรู้และความเที่ยงธรรม

 

3.  ปรัชญาของเพลโต

 

                        ปรัชญากรีกในช่วงศตวรรษที่ 5 และที่ 4 ก่อนคริศตกาล ถือเป็นยุคทองของอารยธรรมกรีก เพราะมีความเจริญรุ่งเรืองในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศิลปวิทยาการ การเมืองการปกครอง   โดยมีปรัชญาเป็นศูนย์รวมแห่งการแสวงหาความรู้ของการศึกษาในระดับสูงที่ได้ตกทอดมาสู่ชาวตะวันตก กล่าวกันว่า เอเธนส์ ในยุคทองเป็นบ่อเกิดและอู่อารยธรรมของโลกตะวันตก     ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการทางปรัชญา   ฟิสิกส์    คณิตศาสตร์ อภิปรัชญา   ดาราศาสตร์   ประวัติศาสตร์    ทัศนศิลป์ทางด้านการปั้น  การแกะรูปสลักหินอ่อน    สถาปัตยกรรม    ศิลปะการละคร       รวมทั้งการปกครองโดยหลักประชาธิปไตยแห่งแรกที่เป็นแบบฉบับของโลก

 

                                    เพลโต(Plato: 427-347  กคศ.)  ศิษย์เอกของบรมครูโสกราตีส   เกิดที่เอเธนส์หนึ่งปีหลังจากมรณกรรมของเพริคลีส และปีที่เขาเกิดท่านโสกราตีสมีอายุได้ 42 ปี เป็นช่วงที่วัฒนธรรมกรีกเอเธนส์กำลังเบ่งบานเต็มที่   ครอบ ครัวทางบิดามารดาของเขาเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีชื่อเสียงในสังคมชั้นนำของเอ เธนส์ บิดาของเขาสืบเชื้อสายมาจากตระกูลกษัตริย์เก่าแก่ของกรีก และมารดาเป็นสตรีสังคมชั้นสูง ภายหลังบิดาของเขาเสียชีวิต มารดาได้สมรสใหม่กับไพริลัมพีส (Pyrilampes) ซึ่งเป็นสหายสนิทของเพริคลีสผู้ปกครองเอเธนส์ อีกทั้งมารดาของเขายังเกี่ยวดองเป็นญาติใกล้ชิดกับนักกฎหมายที่ยิ่งใหญ่โด่งดังนาม โสลอน (Solon)ชีวิตในวัยเยาว์ของเพลโต จึงเพียบพร้อมไปด้วยการเรียนรู้ศิลปะวิทยาการ รัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง และปรัชญาเป็นอย่างดีเยี่ยม 

 

                    อย่างไรก็ตามเพลโตเกิดมาภายหลังประวัติศาสตร์ความพ่ายแพ้ของเอเธนส์ในสงครามเพโลโพเนสเซียน   (The Peloponnesian War)    และเหตุการณ์ต่อมาคือ การมรณกรรมของโสกราตีสทั้งสองเหตุการณ์นี้กระทบกระเทือนใจของเพลโตเป็นอย่างยิ่งและมีอิทธิพลต่อเขาในการสร้างสรรค์ผลงานทางปรัชญาในระยะต่อมา

 

                   เพลโต เป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะงานเขียนที่บันทึกบทสนทนาของโสกราตีสไว้หลายเล่ม    ในช่วงปี 387 กคศ. เขาได้ก่อตั้ง สถาบันอคาเดมี-The Academy ที่ให้การศึกษาอบรมความรู้ระดับสูง สถาบันแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของชาวยุโรปสถาบันอคาเดมีเน้นการศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการวิจัยเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้เพลโตให้ความสนใจต่อการศึกษาของรัฐบุรุษนักการเมือง นักปกครองเป็นพิเศษ ซึ่งเขาได้กล่าวไว้ในแนวคิดปรัชญาการเมืองว่าด้วย   กษัตริย์นักปราชญ์(the Philosopher King)เพลโตมีอายุยืนยาวถึง 81 ปี 

 

           ผลงานการเขียนในรูปแบบของบทสนทนา (Dialogue)  และบทร้อยแก้วทางปรัชญาของเพลโตมีหลายเล่มที่ได้ตกทอดเป็นมรดกทางปัญญาของโลกที่สมบูรณ์แบบผลงานเด่นได้แก่ หนังสือชื่อ รีพับลิค-The Republic   ที่ให้แนวคิดว่าด้วย ธรรมชาติของความยุติธรรม  -The nature of Justice”และนำเสนอแนวคิดว่าด้วย รัฐในอุดมคติ-The IdealState  ซิมโพเซียม-The Symposiumเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับธรรมชาติของความงามและธรรมชาติของความรัก-the nature of  love

 

    บทสนทนามีหลายเล่ม ตั้งชื่อตามชื่อ  บุคคลที่ตั้งประเด็นสนทนากับโสกราตีสได้แก่  เฟรโด-The Phraedo”  ลาคีส-The Laches”  ยูไธรโฟ-The Euthrypho”    ธีเททุส-The Theatatus”    พาร์มีนิดีส-The Parmenides” และ ทิอาเมอุส-The Tiamaeus”  เป็นต้น

 

                            ผล งานที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดชิ้นหนึ่งในชั้นเรียนวิชาปรัชญาทั่วโลกคือ บทสนทนาในวันสุดท้ายของชีวิตของโสกราตีส ในเล่มที่ชื่อว่า ไครโต-The Crito  บทสนทนาเล่มที่ชื่อว่า อโพโลกี-The Apologyและบทสนทนาเล่มที่ชื่อว่า เฟรโด-The Phraedo   ซึ่งบทสนทนาเหล่านี้ได้บันทึกวาทะปรัชญาของโสกราตีสไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

 

                                    ปรัชญาของเพลโตได้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของชาวตะวันตกมานับเป็นพันปีเพลโตต่างจากโสกราตีส ครูของเขาตรงที่เขาได้นำประเด็นปัญหาปรัชญาของนักคิดสำนักต่างๆมาบูรณาการหรือมาประกอบกันให้สมบูรณ์ใหม่ และสังเคราะห์ออกมาเป็นทฤษฎีทางปรัชญาที่ลุ่มลึกเฉียบคม ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับ โลกธรรมชาติ มนุษย์ และสังคม    และทฤษฎีจริยศาสตร์

 

                            เพลโตเริ่มหลักปรัชญาของเขาด้วยการตรวจสอบวิพากษ์เข้าไปในสามัญสำนึกของมนุษย์ การรับรู้ในระดับสามัญสำนึก (the common sense) ของคนเราที่ได้รับรู้สิ่งต่างๆมากมายที่ผ่านเข้ามาสู่สายตา การที่จะทำให้การรับรู้เหล่านี้มีความหมายเขาได้ตระหนักว่า จิตจะต้องค้นพบหลักการที่อธิบายได้ว่าสิ่งกายภาพเหล่านั้นดำเนินพฤติกรรมไปอย่างไร  การค้นหาประเด็นนี้นำจิตไปพบกับโลกที่อยู่เบื้องหลังสิ่งกายภาพเหล่านั้น นั่นคือ โลกแห่งความคิด (the world of thought)หรือโลกของจิตสังกัป  (the world of   ideas)  โลกแห่งวิทยาศาสตร์(the world of science) 

 

                                สิ่งกายภาพทั้งหลาย (the physical things) จึงเป็นสิ่งที่นำพาจิตไปพบกับศาสตร์แห่งฟิสิกส์ (the science of physics)  ในการที่จะเข้าใจถึงศาสตร์แห่งฟิสิกส์   คนเราจึงจำเป็นที่เราจะต้องมีทักษะทางปัญญาที่หยั่งรู้ในหลักคณิตศาสตร์ (mathematics)  จากนั้นศาสตร์แห่งกายภาพ ก็จะนำพาเราไปสู่ความเข้าใจในพฤติกรรมของสิ่งต่างๆ  มิใช่แต่เพียงเท่านี้  แต่ยังนำพาเราไปสู่การหยั่งรู้เกี่ยวกับหลักการที่กำหนดให้สิ่งทั้งหลายที่อยู่ภายใต้สภาวะเดียวกัน อย่างที่เรียกว่า  เป็นหลักการ (the principles)  ป็นระบบ (system)  หรือ กฎ (rules)ที่คอยกำหนดหรือควบคุมกำกับให้สิ่งต่างๆดำเนินไปตามแนวทางของมัน

 

                                    คณิตศาสตร์เป็นแบบฉบับการคิดเกี่ยวกับกฎเพราะคณิตศาสตร์มีวิธีการคิดที่หลุดพ้นจากการผูกพันอยู่กับสิ่งจำเพาะอย่าง (particulars) คณิตศาสตร์ ได้นำเพลโต เข้าสู่ศาสตร์สาขาเมตาฟิสิกส์  หรือ อภิปรัชญา (metaphysics) ถ้าจิตสามารถหลุดพ้นจากโลกแห่งอาการปรากฏ(the world of appearances) ได้  ด้วยจิตเองที่ปฏิบัติการอยู่ในโลกแห่งจิตสังกัป (the world of ideas) ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือและอยู่เบื้องหลังโลกของสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา (the world of visible things)  

 

                                    มาถึงจุดนี้ ย่อมมีผู้ตั้งคำถามว่า โลกแห่งจิตสังกัป-the world of ideas มีอยู่จริงหรือไม่?  เพลโตได้ตอบคำถามนี้ว่า โลกแห่งจิตสังกัปเป็นโลกที่แย้งกับสามัญสำนึก (the common sense)  ถึงแม้ว่า โลกแห่งจิตสังกัปเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่เป็นโลกที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  สามัญสำนึกมักจะบอกเราว่า สิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงสามัญสำนึก จึงหลอกลวงการรับรู้ของเรา  แต่แท้จริงแล้วโลกที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ไม่คงที่แปรเปลี่ยนเสื่อมสูญไปได้อยู่ตลอดเวลา   เช่น   วันนี้เราเห็นผลแอ้ปเปิ้ลสีแดง 2 ผลวางอยู่      แต่อีกไม่นานก็จะไม่มีอยู่     แต่จิตสังกัปของความเป็น 2จะยังคงอยู่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไป โลกแห่งจิตสังกัป    จึงเป็นโลกที่อยู่พ้นกาละและเทศะ  ไร้ขีดจำกัดของรูปทรงสัณฐานและการครองเนื้อที่  เป็นกลาง เป็นสากล ไม่เป็นสิ่งจำเพาะอย่าง   โลกแห่งจิตสังกัป เป็นโลกที่รับรู้ได้ด้วยปัญญา (the intelligible world)  การที่คนเรามีเหตุผลที่ขัดแย้งกันก็เพราะเกิดความสับสนระหว่างโลกทั้ง 2 โลก คือ โลกแห่งปรากฏการณ์ กับโลกแห่งจิตสังกัป  ในขณะที่โลกแห่งปรากฏการณ์รับรู้ได้ด้วยตาเปล่า ให้ความรู้เพียงระดับความคิดเห็น(opinion) แต่โลกแห่งจิตสังกัปให้ความรู้แท้ (knowledge)

 

                                       จากจุดยืนนี้เพลโตได้เจริญรอยตามแนวปรัชญาของโสกราตีส ที่ได้โต้แย้งวิพากษ์แนวคิดอสัจจะของพวกโซฟิสต์ ที่ปฏิเสธความมีอยู่ของความรู้แท้ (true knowledge)  โดยเพลโตได้แสดงให้เห็นว่า ทฤษฎีความรู้ของเขาได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกที่เป็นรูปธรรมกับโลกจิตสังกัปที่เป็นนามธรรม และโยงไปยังจริยศาสตร์  กล่าวคือ ถ้าเรามีความรู้แท้เกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง   (reality)  รวมทั้งธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์(the true human nature)   แล้ว เราก็ย่อมมีพื้นฐานที่เชื่อมโยงไปสู่ความรู้ว่ามนุษย์ควรมีความประพฤติอย่าง ไรพฤติกรรมของมนุษย์ ถ้ามองดูอย่างผิวเผินจะแลเห็นว่า เป็นเรื่องการกระทำส่วนตัวส่วนบุคคล แต่เมื่อไรก็ตามที่ ความเป็นส่วนตัวหรือส่วนบุคคลนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ในที่สุดก็จะก่อให้เกิดผลพวงของเรื่องอื่นๆที่เกิดขึ้นตามมา  เป็นประเด็นปัญหาที่นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับ จุดหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์

 

                               สำหรับเพลโตแล้ว เรื่องของมนุษย์ เป็นเรื่องที่จะต้องมีการจัดการอย่างจำแนกแยกแยะและสัมพันธ์กับหลักจริยศาสตร์ หลักรัฐศาสตร์ (politics) และหลักศาสนา (religion)   ซึ่งเป็นแนวปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อชาวตะวันตกในระยะต่อๆมา

 

                          ปรัชญาการศึกษาของเพลโต เน้นไปที่การพัฒนาภูมิปัญญาระดับสูงของผู้ปกครอง นักการเมือง  ว่าเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ปกครองที่ดีต้องเป็นผู้มีความรู้ ทรงภูมิปัญญา ในแนวการศึกษาที่เขาเรียกว่า   วิทยาศาสตร์-scientific studyรวม ทั้งการศึกษาคณิตศาสตร์ และศิลปศาสตร์ต่างๆ ซึ่งจะแตกต่างจากพวกโซฟิสต์ที่เน้นการศึกษาของนักการเมืองให้มีทักษะเฉพาะ ด้านวาทศิลป์และศิลปะการโน้มน้าวจูงใจคนเท่านั้น นักการเมืองที่ดีในสายตาของเพลโต ต้องเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยความรู้และคุณธรรมจึงจะสมควรได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการบริหารรัฐ ผู้นำทางการเมือง ต้องมีความบริบูรณ์ทางภูมิปัญญาไม่ใช่คนที่มีความรู้หรือทักษะเพียงด้านเดียว หรือมีความชำนาญเฉพาะทางแค่ทักษะการหลอกคนให้หลงเชื่อตามตัวเองผิดๆ

 

                                    การศึกษาอย่างรู้รอบรู้จริงตามแนวปรัชญาของเพลโต เขาได้บรรจุวิชาคณิตศาสตร์ไว้ เป็นวิชาแกนของหลักสูตร โดยชี้ให้เห็นว่า เป็นวิธีการจัดการศึกษาที่ดีที่สุดในการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนไปสู่การ แสวงหาความรู้

 

                            ในสถาบันอคาเดมีของเขา ได้มีศิษย์เอกคนสำคัญ      คือ  อริสโตเติล   ชายหนุ่มวัย 18 ปี ได้เข้ามาศึกษากับเพลโตในปี 367 กคศ.   และเป็นผู้จดบันทึกคำบรรยายความรู้ของเพลโตไว้

 

                       ทฤษฎีความรู้ของเพลโต (Plato’s Theory of Knowledge) เป็นปรัชญาญาณวิทยา ที่เพลโตพรรณนา ว่า   มนุษย์ได้รับความรู้อย่างไรความรู้มีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง โดยแสดงอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบให้เห็นจริง   3   ตัวอย่าง ได้แก่

 

(1) อุปมาอุปมัยเรื่องถ้ำ-Allegory of the Cave

 

                    (2) เรื่องเส้นแบ่งพรมแดน(ความรู้)-The Divided Line 

 

                        (3)หลักการว่าด้วยแบบ (The Forms)

 

                          อุปมาอุปมัยเรื่องถ้ำ-The Allegory of the Cave  เพล โตได้ขอให้เราลองจินตนาการว่า มีคนจำนวนหนึ่งมีชีวิตอยู่ในถ้ำ โดยเขาเหล่านั้นถูกจองจำเหมือนนักโทษ มีโซ่ตรวนล่ามที่คอและที่ขาทั้งสองข้างไม่ให้เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้   ถูกตรึงให้หน้าหันไปที่ผนังถ้ำด้านในเท่านั้น แม้แต่เขาเหล่านั้นจะหันศีรษะไปข้างหลังก็ไม่ได้     คนเหล่านี้จึงสามารถมองเห็นได้เฉพาะด้านที่เป็นผนังถ้ำมืดๆที่อยู่ตรงหน้าของนักโทษ  ข้างหลังของนักโทษเป็นเชิงเทินพอเดินไปมาได้ ให้มีคนถือหุ่นภาพรูปต่างๆเช่น  รูปคน รูปสัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ และสิ่งต่างๆ เดินเชิดไปมา ส่งเสียงร้องต่างๆ  ถัด ไปเบื้องล่างมีกองไฟส่องแสงสว่างลุกโชน แสงไฟจะสาดไปทาบกับรูปที่คนเดินเชิดไปมาอยู่ เกิดเป็นเงาสะท้อนภาพวัตถุเหล่านั้นให้ไปปรากฏเป็นเงาดำรูปร่างต่างๆอยู่บน ผนังถ้ำเบื้องหน้าของนักโทษ ถัดจากกองไฟออกไปไกลโพ้น เป็นทางเดินออกไปสู่ปากถ้ำ  

 

                          นักโทษที่ถูกล่ามโซ่ตรวนเหล่านั้น ไม่เคยแม้แต่แลเห็นซึ่งกันและกันเขาไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลังเขาบ้าง เขาเหล่านั้น จะเคยชินอยู่กับการมองเห็นภาพเงา (shadow)ที่ปรากฏอยู่บนผนังถ้ำวันแล้ว วันเล่า  เขาจะสะสมการรับรู้ความจริงเฉพาะเงาที่เกิดอยู่เบื้องหน้าเขา  คนเหล่านั้นไม่เคยเห็นเลยว่า สิ่งที่เคลื่อนไหวเป็นเงา มีรูปร่างตัวตนที่แท้จริงอย่างไร   และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่า เงาที่ทาบอยู่บนผนังถ้ำนั้น เป็นเงาของสิ่งต่างๆอีกสิ่งหนึ่ง เมื่อเขาแลเห็นแต่เฉพาะ เงาทุก เมื่อเชื่อวัน ได้ยินเสียงสะท้อนก้องของคนที่เดินเชิดวัตถุเบื้องหลัง เขาพากันเชื่อว่า เป็นเสียงที่เปล่งมาจากเงาต่างๆบนผนังถ้ำ ที่เขามองเห็น คนผู้ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนเหล่านั้น จึงทึกทักว่า เงาคือความจริง (reality)”

 

                         อะไรจะเกิดขึ้นเพลโตตั้งคำถามว่า ถ้ามีนักโทษคนหนึ่งได้รับการปล่อยตัวปลดโซ่ตรวนที่ตรึงคอและขาของเขาไว้ออกไป  เขาถูกสั่งให้ยืนขึ้น  ให้ หมุนตัวไปรอบๆ และให้ก้าวเดินออกไปทางปากถ้ำ ให้สายตาจับไปที่แสงสว่างของกองไฟ การเคลื่อนไหวเหล่านี้น่าจะนำความเจ็บปวดทรมานมาสู่นักโทษผู้นี้เพียงใด   ถ้าเขาถูกบังคับให้มองตรงไปที่รูปวัตถุต่างๆที่มีคนเดินเชิด

 

ไปมาอยู่ แล้วมองกลับไปที่เงาตรงผนังถ้ำที่เขาเคยเห็นชินตา เขาจะเชื่อหรือไม่ว่า วัตถุต่างๆบนเชิงเทิน นั้นเป็นสิ่งจริงหรือเป็นสิ่งที่มีความหมายน้อยกว่า เงาที่เขารู้จัก เขาจะรู้สึกเจ็บปวดแสบลูกนัยน์ตาเพราะถูกแสงสว่างจากกองไฟมากระทบโดยตรง

 

                          มาถึงจุดนี้ นักโทษผู้นั้นคงจะต้องรีบพาตัวเองไปสู่อิสรภาพเขาน่าจะต้องหันกลับไปมองดูสิ่งที่เขาเคยเห็นบนผนังถ้ำให้กระจ่างชัดว่า เงากับ สิ่งที่แท้จริงคืออะไรกันแน่  สมมุติ ว่า นักโทษคนนี้ยังไม่หันหลังกลับมาทางด้านกองไฟ แต่เขาถูกลากตัวออกมาสู่ปากถ้ำทันทีที่ได้รับการปลดโซ่ตรวน เขาถูกลากตัวนำออกมาสู่แสงสว่างที่เจิดจ้าของดวงอาทิตย์ ตาของเขาก็จะต้องพร่ามัวจนไม่สามารถมองดูอะไรได้ เขาคงจะต้องใช้เวลาในการปรับสายตาจนกว่าจะเคยชินที่จะอยู่กับโลกภายนอกถ้ำได้(the world outside the cave) ช่วง แรกๆเขาจะรู้สึกสบายใจที่จะรับรู้เงาของสิ่งต่างๆตามที่เคยชินมาตอนอยู่ใน ถ้ำ ต่อจากนั้นเขาคงจะได้เห็นเงาในที่ต่างๆ เช่น เงาที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำ  เมื่อหันกลับมามองสิ่งต่างๆรอบตัว เขาจะพบว่า เงาเป็นเพียงการรับรู้ภาพสิ่งต่างๆที่สลัวมัวๆ ตะคุ่มๆ   มืดทึบ ไม่ชัดเจน  เช่น เมื่อเขามองดูเงาของดอกไม้ ที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้ดูไม่ออกว่า กลีบดอกไม้นั้นจริงๆแล้ว มีรูปร่างอย่างไรเป็นอย่างไร สีอะไร มีกลิ่นหอมไหม   แต่เมื่อเขาออกมาจากถ้ำ ในเวลานี้ เขาได้เห็นดอกไม้ อย่างที่มันเป็นดอกไม้  เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า เขาจะได้แลเห็นสวรรค์ในเวลากลางคืน ท้องฟ้าที่ประดับด้วยหมู่ดาว           ในยามค่ำคืน เขาได้เห็นแสงสว่างนวลตาของพระจันทร์ ที่มาแทนที่แสงพระอาทิตย์ที่จัดจ้าในตอนกลางวัน    เขาได้รู้จักกับแสงสว่างเหล่านี้ เพลโตอธิบายว่า  นี่เป็นพัฒนาการที่สำคัญในตัวของบุคคลที่สามารถแยกแยะความจริงออกจากเงาที่เป็นเพียงภาพสะท้อนได้ไม่ใช่รู้จักแค่เงาอีกต่อไปเป็นการปลดโซ่ตรวนของความมืดบอดของปัญญาที่ถูกตรึงไว้ด้วยโลกลวงตา (the deceptive world)

 

                              การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตัวชายผู้นี้ เป็นการเปลี่ยนจากความมืดบอดของดวงจิต (a blindness of the soul)   แบบพลิกผันอย่างสิ้นเชิง(conversion)  ไปสู่ความสว่างของดวงปัญญา  ดังนั้นการศึกษา  (education) ในทัศนะของเพลโต จึงเป็นกระบวนการของชีวิตที่พลิกผันกลับจากการรับรู้ในโลกแห่งอาการที่ปรากฏ  หรือโลกแห่งปรากฏการณ์ (the world of appearance)    ไปสู่การรับรู้โลกแห่งความเป็นจริง (the world of reality) กระบวนการนี้จึงเป็นการกลับใจของจิตวิญญาณครั้งสำคัญ (the conversion of the soul)  ที่ทำให้จิตหันกลับไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องในการมีความรู้แท้

 

                          เพลโตอธิบายว่า    โลกแห่งการรับรู้มีอยู่ 2 โลก ได้แก่    โลกแห่งความมืดของถ้ำกับโลกแห่งแสงสว่างของปัญญาแนวคิดนี้จึงเป็นการปฏิเสธหลักที่ว่าด้วยความสงสัย   (skepticism)ของพวกโซฟิสต์ ที่ตั้งข้อสงสัยว่า ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า จะมีใครที่สามารถจะเข้าถึงความรู้แท้ได้ เพราะความรู้ล้วนเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (All knowledge is relative.) แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลจะรับรู้    สำหรับเพลโตแล้ว เขาเชื่อมั่นว่า จิตมนุษย์สามารถค้นพบและได้รับความรู้แท้ (the true knowledge) ได้ เพลโตจึงได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นระบบแบบแผนในเรื่องเส้นแบ่งพรมแดน

 

                         เส้นแบ่งพรมแดน (ความรู้)-The Divided Line   เพลโตอธิบายว่า ในกระบวนการค้นพบความรู้แท้ จิตจะต้องมีการพัฒนาเป็น 4 ระดับขั้นแต่ละระดับ จะมีเส้นแบ่งพรมแดน ที่แสดงถึง ระดับจิต และ ระดับความคิดที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงเป็นแผนภาพได้ดังนี้(โปรดดูแผนภาพในเอกสารคำสอน)

 

                      (โปรดดูภาพประกอบในเอกสารคำสอน)แกน x  ถึง y   มีความหมายถึงความต่อเนื่องของระดับพัฒนาการของความรู้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปสู่จุดสูงสุด เส้นคู่ขนานแสดงถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้ความจริงจากการรับรู้ในระดับต่ำสุด ไปสู่การรับรู้ในระดับสูงสุด เส้นแบ่งพรมแดนนี้ ได้ ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนที่มีขนาดไม่เท่ากัน คือ สัดส่วนที่แคบเล็กว่า กับ สัดส่วนที่กว้างใหญ่กว่า  ส่วนที่ใหญ่กว่า เป็นตัวแทนของ โลกที่รับรู้ได้ด้วยปัญญา  (the intelligible world)  ส่วนที่แคบ เล็กกว่า เป็นตัวแทนของโลกที่รับรู้ด้วยตาเห็น (the visible world)  ที่แบ่งเป็นสัดส่วนที่แคบเล็กกว่า  เป็นการแสดงถึงความจริงในระดับที่ต่ำกว่า ที่เรามักจะพบเห็นอยู่เสมอ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโลกที่รับรู้ได้ด้วยปัญญาที่ยิ่งใหญ่กว่า  แต่ละช่วง จะมีเส้นแบ่งพรมแดนที่เท่าๆ 4 เส้นเป็นการแบ่งระดับของแบบของการคิดจากระดับต่ำไปสู่ระดับสูงสุด

 

                                การจินตนาการ (imagining)  เป็นกิจกรรมการคิดของจิตที่ฉาบฉวยและอยู่ในระดับเส้นแบ่งพรมแดนล่างสุด  จิตจะรู้จักแต่ภาพลักษณ์(image) ต่างๆ เป็นการรับรู้ที่จิตมองเห็นโลกแห่งปรากฏการณ์ของสิ่งทั้งหลายจากประสบการณ์ที่ได้รับเกี่ยวกับความเป็นจริง  แต่ภาพลักษณ์ของสิ่งต่างๆ  ก็คล้ายกับ เงาคือเป็นเพียงภาพสะท้อนของความจริงไม่ใช่ความจริงที่อยู่ลึกลงไป คนส่วนใหญ่ก็มีอาการเดียวกับนักโทษในถ้ำที่จะหลงติดอยู่กับ ภาพเงา  ภาพ ลักษณ์ เป็นสิ่งที่อาจลวงตา หรือ เราทึกทักนึกคิดเอาเองได้โดยไม่ตรงกับความจริง ทำให้จิตขาดพลังในการทำความเข้าใจในความเป็นจริงเรื่องต่างๆ จึงจัดอยู่ในแบบของการคิดระดับต่ำสุดเพราะส่วนใหญ่ได้รับมาจากประสบการณ์ทางผัสสะ   (the sense experience)  การ คิดแบบนี้ นำไปสู่ ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและนำไปอธิบายความจริงอย่างๆผิดๆได้ เช่น ความคิดเกี่ยวกับความยุติธรรม ถ้าผู้ปกครองมองเห็นด้วยความคิดแคบๆตามจินตนาการของตนเอง ก็ย่อมจะตัดสินใจไปอย่างผิดๆ เพราะไม่เข้าถึงความรู้จริงเกี่ยวกับแบบของความยุติธรรม และเป็นผลมาจากการแยกแยะไม่ออกว่า อะไรคือ ความจริงแท้  (the true knowledge ) และอะไรคือความคิดเห็น (opinion) แล้วเอาสิ่งที่เป็นเพียงความคิดเห็น มาเป็นเกณฑ์การตัดสินความจริง

 

                                 ความเชื่อ (belief)  เป็นแบบของการคิดที่พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ต่อจากจินตนาการ เพลโตใช้คำว่า ความเชื่อแทนที่จะใช้คำว่า การรู้-knowing  เพื่ออธิบายสภาวะของจิต เมื่อมีการรับรู้สิ่งต่างๆ คนเราจะมีความรู้สึกหนักแน่นในการรับรู้สิ่งต่างๆที่สังเกตได้ มองเห็น  สัมผัสจับต้องได้  ทำให้คนเราเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นว่าจริงเกิดการคิดแบบความเชื่อ (believing)   สิ่งที่รับรู้นั้นเป็นสิ่งที่จริง เป็นเรื่องจริง แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังไม่ถึงขั้นของการมีความรู้จริงแท้  และคนเรามักจะเชื่อว่า ถ้ามองสิ่งใดที่มองไม่เห็น หรือจับต้องไม่ได้ ย่อมไม่มี ไม่ใช่สิ่งจริง ไม่ใช่ความจริง  เช่น ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่มีตัวตนกายภาพให้มองเห็น หรือจับต้องได้  ทำให้บางคนมีความเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือว่า เอาความเชื่อบางอย่างไปนิยาม ความยุติธรรม ความเชื่อของคนแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ในขนบธรรมเนียมประเพณี

 

                                การคิด  (thinking)เป็นกิจกรรมทางปัญญาที่เกิดจากเมื่อบุคคลได้ละจากการคิดด้วยความเชื่อ ละจากการติดยึดในโลกของสิ่งที่มองเห็นด้วยตา ไปสู่โลกที่รับรู้ได้ด้วยปัญญา   ก็นำเข้าไปสู่พรมแดนของความรู้แท้ภาวะของจิตเข้าสู่กระบวนการคิดอย่างที่นักวิทยาศาสตร์คิด  จิตได้กระทำปฏิบัติการต่อสิ่งที่เขามองเห็นมิใช่ด้วยการใช้การรับรู้ทางผัสสะแบบผิวเผินพื้นๆ   แต่เป็นการมองเห็นสิ่งทั้งหลาย  ทะลุผ่านสัญลักษณ์เข้า สู่โลกแห่งความจริงแท้ ที่สามารถคิดได้ รับรู้ได้ด้วยปัญญา แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เหมือนดังเช่นที่ นักคณิตศาสตร์คิดคำนวณด้วยระบบสัญลักษณ์ เมื่อเขาเห็นรูปสามเหลี่ยม    เขาจะแยกออกระหว่าง รูปสามเหลี่ยมที่มองเห็น  (visible triangle)    กับ  รูปสามเหลี่ยม  ที่รับรู้ได้ด้วยปัญญา    (intelligible triangle)  จากการใช้สัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม ที่เชื่อมต่อไปยังนามธรรมที่เป็นโลกที่รับรู้ได้ด้วยการคิดทางปัญญา  นำไปสู่การใช้เหตุผลจากหลักสมมติฐาน (reasoning from hypothesis)   ที่เพลโตหมายถึงความจริงที่แจ่มชัดในตัวเอง- the self –evident truth)

 

                              การคิดหรือการใช้เหตุผลจากสมมติฐานเป็น ทำให้คนเราเกิดความรู้เกี่ยวกับความจริง แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะเป็นกระบวนการที่แยกแยะความจริงระดับต่างๆออกจากกัน ดังนั้นในระดับการคิดนี้ จิตยังไม่พอใจและยังตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมความจริงอย่างหนึ่งนั้นจึงเป็นสิ่งที่จริง (to ask why a certain truth is true)”

 

                             ภูมิปัญญาสมบูรณ์ (the Perfect Intelligence)   เมื่อจิตยังไม่พอใจกับคำตอบเกี่ยวกับ ความจริงของความรู้ ดังนั้นเพื่อให้บรรลุถึงความรู้สมบูรณ์     จิตจึงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างสรรพสิ่ง ในทุกๆสิ่งที่เรียกว่า มองเห็นเอกภาพของความจริงทั้งมวล (the unity of the whole of reality) ภูมิปัญญาสมบูรณ์ จึงเป็นสภาวะของจิตที่ยกตัวเองออกจากโลกที่มองเห็นอย่างสิ้นเชิง  ในระดับนี้ จิตจะปฏิบัติการโดยตรงกับแบบ (the Forms)   แบบจึงเป็นวัตถุปัญญา  (intelligible object)   เช่น แบบของสามเหลี่ยม แบบของมนุษย์ ที่แยกออกจากสิ่งที่เป็นวัตถุกายภาพเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ในระดับนี้จิตจึงปฏิบัติการกับ แบบบริสุทธิ์-the pure Forms”โดยไม่ต้องใช้การอ้างอิงจากสัญลักษณ์ของสิ่งที่มองเห็นอีกต่อไป  ในระดับภูมิปัญญาสมบูรณ์  จิต ไม่ต้องคิดโดยการใช้เหตุผลจากสมมติฐานใดๆอีก เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งจำกัดและเป็นความจริงแบบแยกส่วน จิตจะยกระดับให้ก้าวพ้นจากการติดยึดในการคิดสมมติฐาน ไปสู่ เอกภาพของความจริงมวลรวมสภาวะจิตที่พัฒนาขึ้นสู่ระดับสูงสุดนี้ เป็นผลมาจากอำนาจแห่งการวิภาษ (the power of dialectic) ที่เคลื่อนยกจิตไปสู่จุดหมายสูงสุด (the highest goal) ของจิต  เป็นอำนาจแห่งการรู้อย่างฉับพลันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแต่ละระดับความรู้

 

                              ภูมิปัญญาสมบูรณ์จึงหมายถึง สภาวะที่จิตมองเห็นกฎว่าด้วยความสัมพันธ์ที่มาบรรจบกันของแต่ละระดับความรู้ ทั้งหลาย (the synoptic view of reality) นั่นเอง เพลโตได้สรุปคำอภิปรายว่าด้วยเส้นแบ่งพรมแดนความรู้ว่า เส้นแบ่งทั้ง 4 ส่วนที่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง  เป็น สภาวะของแต่ละระดับจิต ภูมิปัญญาสมบูรณ์ เป็นสภาวะสูงสุด การคิด เป็นลำดับรองจากภูมิปัญญา ความเชื่ออยู่ในระดับที่สาม และ จินตนาการอยู่ในระดับสุดท้าย

 

                              จิตแต่ละระดับ จึงมีศักยภาพด้านความสามารถในการรับรู้และเข้าถึงความจริงได้ต่างระดับกัน การรับรู้เริ่มต้นจาก ภาพสะท้อนของสิ่งต่างๆ ที่เปรียบเหมือน เงาไปสู่ความเข้าใจ  (reflection)ใน สิ่งที่มองเห็น แล้วจึงพัฒนาไปสู่การรับรู้ผ่านจินตนาการ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความคิดเหตุผล จนถึงการบรรลุถึงภูมิปัญญาสมบูรณ์ที่รับรู้เกี่ยวกับ แบบ

 

                              หลักการว่าด้วย แบบของเพลโต-The Platonic Doctrine of Forms or  Ideas นี้เป็นผลงานทางปรัชญาที่สำคัญสิ่งที่เพลโต เรียกว่า แบบ” (the Forms)หรือ   จิตสังกัป     (the Ideas)   มีคุณสมบัติเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง     เป็นอมตะ    เป็นอสภาวะ สิ่งต่างๆรอบตัวที่เรามองเห็นล้วนเป็นสิ่งสำเนา      (a copy)       ของแบบความจริงแท้คือโลกของแบบ

 

                      ลักษณะของการนำเสนอความคิด เป็นประเด็นคำถามที่เริ่มมาจากนักปรัชญารุ่นก่อนโสกราตีส    ที่กล่าวถึง สารัตถะหรือ สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่ง เพลโตอธิบายทฤษฎีแบบ โดยใช้ทฤษฎีความรู้ของเขาที่อธิบายว่า ความรู้เป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute)” ที่แย้งแนวคิดของพวกโซฟิสต์ที่ว่า ความรู้เป็นสิ่งสัมพัทธ์” (relative)  ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ความจริงแท้ ความจริงเป็นสิ่งสัมพัทธ์

 

                              ทฤษฎีแบบของเพลโต เป็นความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะอธิบาย ธรรมชาติของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง (the nature of existence)  ความเป็นอยู่” (Being)โลกแห่งความจริง(the real world)ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  แต่มีอยู่จริง และรับรู้ได้ด้วยภูมิปัญญาสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อเราจะตัดสินสิ่งต่างๆและพฤติกรรมต่างๆ ว่า สิ่งนั้น สวยงาม หรือ  ดีงาม  ย่อมเป็นการเริ่มต้นหาคำตอบเกี่ยวกับมาตรฐานของสิ่งนั้นเช่น เกณฑ์การตัดสินความงาม เกณฑ์การตัดสินความดี ที่เราจะต้องแยกแยะแบบ ของความงาม แบบของความดี ออกจาก สิ่งที่เรามองเห็นว่า สวยงาม หรือ คนที่เรามองเห็นว่า เป็นคนดี ก่อน เพราะสิ่งที่เรามองเห็นมีความผันแปรได้อยู่ตลอดเวลา แต่แบบของความงาม แบบของความดี เป็นสิ่งที่ไร้กาลเวลา (timeless)  ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า แบบ เป็นโลกที่แท้จริงที่รับรู้ได้ด้วยปัญญา เป็นโลกที่จริงที่สุดและประกอบด้วยแบบที่เป็นนิรันดร์ (the eternal  Forms)

 

                              มีคำถามในเรื่องของแบบ อยู่ 5 ข้อ ได้แก่ คำถามที่ว่า แบบคืออะไร? (What are the Forms?)   คำตอบของเพลโต คือ แบบ คือ แบบแผนที่คงที่ (eternal patterns)  ของสิ่งต่างๆสิ่งที่สวยงามเป็นสำเนาของความงาม ความคิดเกี่ยวกับความงาม ( the idea of beauty)  จึงเป็นแบบ ในบทสนทนาเรื่อง ซิมโพเซียม  เพล โตอธิบายว่า เราจะเข้าใจแบบของความงามได้ จากตัวอย่างของสิ่งที่มีความงามที่คัดลอกสำเนามาจากแบบของความงาม แต่สิ่งที่สวยงาม มีข้อจำกัดเฉพาะหลายอย่าง  แตก ต่างจากแบบของความงาม ที่มีความคงทนเป็นสากลกว่า สิ่งที่ดูสวยงามอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่แบบแห่งความงามยังคงเป็นอมตะอยู่เสมอ  ในหนังสือ  รีพับลิค  เพลโตได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักปรัชญาอย่างแท้จริง        เขาได้ให้ความสนใจใฝ่รู้ในประเด็นความเป็นแก่นสารธรรมชาติของสรรพสิ่ง ความเป็นอยู่ ความเกิดขึ้น(the Becoming)  และความเป็นแก่นสาร (essence)  ว่า ล้วนเป็นแบบหรือจิตสังกัปทั้งสิ้น

 

                               คำถามข้อที่ 2เกี่ยวกับทฤษฎีแบบ คือ แบบดำรงอยู่ ณ แห่งใด?  (Where do the Forms exist?)    ในเมื่อ แบบ  เป็นสิ่งจริงแท้ ที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นอยู่ ความมีอยู่ นั้น มันอยู่ที่ไหนและถ้า แบบไม่มีวัตถุสภาพ  (immaterial) แล้วแบบตั้งอยู่ที่ไหน  ในเรื่องนี้ เพลโตได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า เป็นการยากที่จะระบุระวางพื้นที่ตั้งของ แบบได้ เพราะ แบบเป็นอสภาวะ แต่ แบบจะอยู่แยกต่างหากจากสิ่งที่เป็นวัตถุกายภาพ สิ่งที่เราเห็น แยกออกจาก แบบโดย แบบเป็นสิ่งที่เป็นอิสระจากสิ่งที่ปรากฏ(independent existence) “แบบเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่มาก่อนสิ่งที่เป็นวัตถุ แบบจึงเป็นบ่อเกิด ของแก่นแท้ของสรรพสิ่ง เป็นความจริงแท้ แบบสถิตอยู่ในจิตของพระผู้เป็นเจ้า และแบบเป็น ตัวแทนหลักว่าด้วยเหตุผลในจักรวาล

 

                               คำถามข้อที่ 3 “อะไรคือสัมพันธภาพของ แบบกับสิ่งต่างๆ(What is the Relation of Forms to things?) “แบบสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆได้ 3 วิถีทาง คือ (1)  แบบเป็นปฐมเหตุของสารัตถะของสิ่งต่างๆ ( A Form  is  the cause  of  the  essence of  a  thing .) (2) สิ่งแต่ละสิ่งมีส่วนร่วมอยู่ใน แบบ” (A thing participates in a  Form.)  (3) สิ่งๆหนึ่งเป็นสำเนาของ แบบหนึ่งๆ  (A thing is a copy of a Form.)

 

                            คำถามข้อที่ 4  อะไรคือสัมพันธภาพระหว่าง แบบกับ แบบซึ่งกันและกัน  (What is the Relation of Forms to   Each Other?”  เพลโตตอบว่า เราติดตามความสัมพันธ์นี้ได้จากการถักทอกันของ แบบทั้งหลาย (the weaving together of Forms) ที่เราค้นพบได้ในลักษณะความเป็นสากล ความเป็นแก่นแท้ สารัตถะของสรรพสิ่งในจักรวาล เมื่อเราอธิบายสิ่งๆหนึ่งเช่น ช่างไม้ สุนัข ก้อนหิน เราให้คำนิยาม     (definition)    เกี่ยว กับสิ่งๆนั้นอย่างจำเพาะเจาะจง จากประสบการณ์ของเราเอง ในขณะเดียวกัน เราก็ได้ใช้ภาษาของเราที่เปิดเผยไปสู่ความเชื่อมโยงระหว่าง แบบของสิ่งหนึ่งกับแบบของสิ่งอื่นๆ เช่น  แบบของคน  แบบของสุนัข” “แบบของหินดังนั้น แบบจึงนำเราไปสู่การเกาะเกี่ยวกันอย่างเป็นเอกภาพของ แบบทั้งมวล

 

                                   คำถามข้อที่5  เรารู้จัก แบบได้อย่างไร?”       (How do we know the Forms?) เพลโตบอกว่า เรารู้จัก แบบได้ 3-ทางด้วยการค้นพบของจิต ได้แก่ (1) ด้วยความระลึกได้ (the Recollection) ที่เกิดจากความทรงจำ ทำให้เราสำนึกรู้ว่า กายกับจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน จิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่คุ้นเคยกับ แบบเราจะรู้ถึงความมีอยู่ของแบบ (2) ด้วยกิจกรรมการวิภาษ (the activity of dialectic)      ที่ ทำให้เกิดการทดทอนเกี่ยวกับสารัตถะของสิ่งต่างๆ ที่นำไปสู่การค้นพบสัมพันธภาพระหว่างความรู้ จนกระทั่งบรรลุถึงความรู้แท้ขั้นสูงสุด  และ (3) ด้วยพลังแห่งความปรารถนา   (the power of desire)  ได้แก่ พลังรัก (love, Eros)  ที่นำพามนุษย์ก้าวเดินไปทีละก้าว ที่เพลโตได้กล่าวไว้ใน ซิมโพเซียม  ว่า การก้าวเดินที่เริ่มจากสิ่งที่สวยงามไปสู่ความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่สวยงาม จนไปถึงแก่นแท้ที่เป็นสารัตถะของความงาม ทำให้เราได้รู้จักแบบในที่สุด

 

                                  หลักจริยศาสตร์ของเพลโตจากทฤษฎีแบบ เพลโตได้นำมาอธิบายเกี่ยวกับ ความดี   เป็นการสร้างปรัชญาศีลธรรมที่แตกต่าง พวกโซฟิสต์อ้างว่า ความดีไม่มีอยู่จริง ความดีเป็นสิ่งสัมพัทธ์  พวกโซฟิสต์ยังมีความเห็นว่า ความดีและศีลธรรม เป็นสิ่งไม่ใช่ธรรมชาติ ( Moral rules are unnatural.)  ที่คนต้องเชื่อฟังเพราะถูกกดดันจากมติมหาชน (the pressure of public opions)  โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากปฏิบัติตามกฎของศีลธรรม แก่นแท้ของความยุติธรรม คืออำนาจ อำนาจคือธรรม และถ้าถามคนทุกคนว่า ชีวิตที่ดีคืออะไรคนทั่วไปต้องอยากจะตอบว่า  ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีแต่ความสนุกเพลิดเพลิน (the life of pleasure)  เพลโต ได้โต้แย้งแนวคิดประเภทนี้  ด้วยการกล่าวนำวาทะของโสกราตีสที่ว่า ความรู้ คือ คุณธรรม  จากนั้นเพลโตได้วางรากฐานปรัชญาจริยศาสตร์ด้วย หลักแห่งจิตวิญญาณ (the concept of the  soul)  และทฤษฎีคุณธรรมในฐานะเป็นกิจกรรมตามหน้าที่ (the theory of virtue as function)

 

                                 จิตวิญญาณ-the soul”  ในทัศนะของเพลโต ได้กล่าวไว้ใน รีพับลิค-the Republic   มีหลักแนวคิดว่า จิตวิญญาณมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นเหตุผล (reason)  ส่วนที่เป็นสปิริต (spirit) และส่วนที่เป็นความอยากใคร่ (appetite) รวมเรียกว่าไตรสภาวะของวิญญาณ ถ้ากิจกรรม  3  ส่วนนี้ขัดแย้งกันก็จะมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์   แล้วแต่ว่า   ส่วนใดจะมีอิทธิพลครอบงำส่วนที่เหลือ  พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงผลักดันของวิญญาณ  3 ส่วน นี้ ส่วนของเหตุผลจะทำกิจกรรมในส่วนที่เป็นการแสวงหาความรู้และความเข้าใจเกี่ยว กับความจริง จุดมุ่งหมายและคุณค่าที่ดีของชีวิต ส่วนของสปิริต   เป็นส่วนที่แสวงหาความเพลิดเพลินใจไปต่างๆ

 

นานา (pleasure) และส่วนของความอยากใคร่ ก็มุ่งแสวงหาการสนองตอบทางด้านรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (sensual appetites)   จิตวิญญาณ เป็นหลักของชีวิตถ้าไม่มีจิตวิญญาณ ร่างกายก็จะไร้ชีวิตชีวา (inanimated) ถ้าภายในจิตวิญญาณไม่มีความกลมกลืนกันระหว่าง 3 ส่วนที่กล่าวมาก็จะทำให้ชีวิตมนุษย์มีปัญหา   

 

                                  เพลโตได้ยกตัวอย่างประกอบแนวคิดเรื่องนี้ไว้ใน เฟดรัส-the Phaedrusเขาวาดภาพให้เห็น สารถีผู้กำลังขับเคลื่อนรถเทียมม้า 2 ตัวอาชาไนยตัวหนึ่งเป็นม้าดีเพียงแค่ออกคำสั่งก็ควบไปตามจุดหมายปลายทาง แต่อาชาไนยอีกตัวเป็นม้าเลวต้องกำกับควบคุมด้วยการหวดแส้และลงสเปอร์อยู่ตลอดเวลา เพราะดื้อและพยศชอบเฉไฉไปตามอำเภอใจ ทำให้การควบคุมบังเหียนมีแต่ปัญหายากลำบาก  ดังนั้นถ้าสารถีควบคุมม้าไม่ดี ม้าเลวก็อาจจะพาไปสู่ความยุ่งยากได้  เขาจะต้องเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยม้าทั้ง 2 ตัวนี้ ไม่มีตัวใดตัวหนึ่ง รถก็จะขับเคลื่อนไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องพยายามบังคับม้าทั้ง 2 ตัวให้ควบประสานเข้าขากันให้ดี จึงจะเดินทางไปโดยไม่มีปัญหาอุปสรรค สารถีเปรียบเสมือน  ส่วนเหตุผลที่รู้ดีว่าจุดหมายที่แท้จริงคือที่ไหน ไปในทิศทางใด ม้าดี เปรียบเหมือนสปิริต ใจที่ดี และม้าเลว เหมือนกิเลสตัณหา ความอยากใคร่ ที่มักดื้อรั้น แยกแยะไม่ออกว่าอะไรสำคัญก่อนและหลัง อะไรจริง อะไรไม่จริง  เอาแต่จะแสวงหาความใคร่ทางผัสสะมาสนองตอบไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าสารถีกำกับดูแลให้เกิดเอกภาพของทั้ง 3 หน่วยนี้  ชีวิตก็ดำเนินไปสู่จุดหมายที่ถูกต้องและมีความสุข

 

                               เหตุแห่งความชั่วร้าย    เป็นเพราะเกิดความเขลาและหลงลืม    เนื่องจากจิตวิญญาณสูญเสียดุลยภาพระหว่าง ส่วนประกอบ 3 ส่วน เมื่อจิตวิญญาณได้ฟื้นฟูสภาพให้กลมกลืนแล้ว เหตุผลจะนำไปสู่การรู้จักความจริงและความดี คุณธรรมจึงเป็นความบริบูรณ์ของกิจกรรมทางจิตวิญญาณ ความดีย่อมนำไปสู่ความสุข ความจริง ความดี และความสุขจึงเป็นของคู่กัน วิธีการขจัดความเขลา     มนุษย์ต้องเสริมสร้างพลังของปัญญาที่ทรงเหตุทรงผล ภารกิจทางปัญญาและเหตุผลมีหลายประการ เช่น คอยกำกับดูแลสปิริต  ด้วยรู้จักคุณธรรมแห่งความพอดี( the virtue of temperance)  รู้ว่าความพอเหมาะ คืออะไร รู้จักคุณธรรมแห่งความกล้าหาญ (the virtue of courage)

 

คนเราควรกล้าในสิ่งที่ควรกล้า กลัวในสิ่งที่ควรกลัว

 

 

 

                                ปรัชญาการเมืองของเพลโต  เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของจริยศาสตร์ที่กล่าวมา ความยุติธรรมเป็นคุณธรรม เพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงสังคมที่ดี (the good society)   รัฐ-the state”ก็คือภาพเหมือนของมนุษย์ ในรีพับลิค เขาได้วิเคราะห์ธรรมชาติของรัฐ (the nature of the state) กับ โครงสร้างธรรมชาติของมนุษย์  (the structure of human nature)  

 

                  รัฐ จึงเป็นสถาบันธรรมชาติ (a natural institution)   มนุษย์ มีธรรมชาติอย่างไร รัฐก็มีธรรมชาติอย่างนั้น   รัฐเกิดขึ้น มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่โดยลำพังมนุษย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตน เองได้หมด ต้องอาศัยซึ่งกันและกันและรวมตัวกันเป็นสังคม   ความต้องการของมนุษย์จำแนกเป็น 3 ประเภท ตามโครงสร้างของจิตวิญญาณ ได้แก่ ความต้องการที่จะแสวงหาความรู้และความจริง ของส่วนที่เป็นปัญญาและเหตุผล ความต้องการที่จะทำงานให้แก่สังคมบ้านเมือง ของส่วนที่เป็นสปิริต  และความต้องการที่จะผลิตสิ่งต่างๆมาสนองความต้องการทางวัตถุ ได้แก่ส่วนที่เป็นความอยากใคร่  สมาชิกของสังคมทุกคนจึงมีภาระหน้าที่แตกต่างกันไปตามความสามารถ ผู้หญิง ผู้ชาย ต่างมีความเท่าเทียมกัน  เพลโต ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ ให้บรรลุถึงศักยภาพสูงสุดแห่งตนด้วยการจัดการศึกษารวมโดยรัฐ และให้มีการสอบคัดเลือกเป็นระยะๆในสังคมอุดมคติของเพลโต จะขจัดความลำเอียงที่เกิดจากระบบครอบครัวแบบคู่สมรสเดี่ยว มาเป็นความรักแบบอิสรเสรี หญิง ชาย จับคู่ไปตามใจชอบ

 

                                 หนุ่ม สาวที่จับคู่กันเมื่อมีลูก ก็ไม่ต้องเลี้ยงดูเอง รัฐจะทำหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูให้อย่างเท่าเทียมกัน เด็กๆ ชาย หญิง จะเรียนรวมกัน ฝึกฝนให้ถึงพร้อมด้วยความสมบูรณ์ทางร่างกาย  ด้วยวิชาพลศึกษา ให้มีการเรียนดนตรีเพื่อพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์ พออายุครบ 20 ปี มีการสอบคัดเลือกว่าใคร มีความถนัดในส่วนไหน ก็ไปพัฒนาทักษะตามความถนัด ผู้ที่เรียนต่อไปไม่ไหว ก็ไปฝึกฝนวิชาชีพด้านการผลิต ช่างศิลปะต่างๆ ผู้ใช้แรงงาน และค้าขาย ผู้ที่สอบคัดเลือกผ่านก็จะได้รับการศึกษาต่ออีก 10 ปี เป็นการศึกษาศิลปวิทยาการชั้นสูงขึ้น เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เป็นต้น เป็นการพัฒนาสู่ความเป็นปัญญาชนพออายุได้ 30 ปี มีการสอบคัดเลือกอีกครั้ง ผู้ที่สอบไม่ผ่าน จะไปทำงานเป็นพวกนักรบ ทหาร ทำหน้าที่ป้องกันรัฐให้ปลอดภัยจากสงครามของผู้มารุกราน

 

                                  ผู้ที่สอบผ่านขั้นที่สองนี้ไม่ว่า หญิง หรือ ชาย จะได้รับการส่งเสริมให้ศึกษาต่อในระดับที่สูงสุดคือ วิชาปรัชญาและเข้ารับการฝึกอบรมด้านการเมืองการปกครอง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมเวลาศึกษาอย่างน้อย 20 ปี จนกระทั่งอายุครบ 50 ปี จึงถึงพร้อมที่จะเป็นนักปกครอง ที่เรียกว่า ราชาปราชญ์-the Philosopher King” ของ รัฐในอุดมคติของเพลโต

 

                                 ปรัชญาของเพลโต เป็นกระแสความคิดที่มีอิทธิพลกับปรัชญาตะวันตก และปรัชญาคริสตศาสนาในระยะเวลาต่อๆมานับเป็นพันปีกระแสแนวคิดของเขาได้รับความนิยมสูงต่อมาเป็นระยะๆ เรียกว่า  ปรัชญาเพลโตนิยมใหม่   (the Neo –Platonism)

 

                4. ปรัชญาของอริสโตเติล(Aristotle: 384-322  กคศ.) 

 

                         อริสโตเติลเป็นทั้งนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นเดียวกับครูเขา คือ ท่านเมธีเพลโต  และบรมครูโสกราตีส เขาเกิดที่เมืองสตาจิรา   (Stagira)    ในแคว้นมาซีโดเนีย (Macedonia) บิดาของเขาเป็นแพทย์ในราชสำนักเมื่อเขาอายุได้ 17 ปี ได้เข้าศึกษาต่อที่สถาบันอคาเดมีของเพลโต ที่เอเธนส์ และได้อยู่ที่สถาบันนี้อีก 20 ปีทั้งในฐานะนักศึกษาและอาจารย์ เมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347  กคศ.  อริสโตเติล  ได้ย้ายไปพำนักที่นครแอสซ็อท (Assos) แถบเอเชียน้อย   ณ ที่ซึ่งเพื่อนของเขาเป็นผู้ปกครองดินแดนอยู่  เขา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาและได้หลานสาวของผู้ปกครองนครนั้นเป็นภรรยา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง เขาจึงลี้ภัยไปอยู่เพลลา  เมืองหลวงของมาซีโดเนีย        ที่แห่งนี้ เขาได้ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ถวายความรู้แก่พระยุพราช ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)  ในปี 345 กคศ. เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์สมบัติ   อริสโตเติล ก็ได้กลับมาเอเธนส์  และตั้งสถาบันการศึกษาชื่อ  สถาบันลิซิอุม-the Lyceum   การศึกษาที่สถาบันแหงนี้ ครูกับศิษย์มักจะเดินสนทนาความรู้กันจนเป็นที่เรียกขานในภาษากรีกว่า “the Peripateticมีความหมายตรงกับคำอังกฤษว่า “walking หรือ strolling”ที่แปลว่า เดิน หรือทอดน่อง   หรือสถาบันเดินไปเรียนไป

 

                                      ผลงานของอริสโตเติล  มีหลากหลายด้าน ได้แก่  ตำราทางตรรกศาสตร์ ชื่อ Organon (“instrument”)  ตำรา ชื่อ ฟิสิกส์ Physics”ที่ผสมผสานรายละเอียดเกี่ยวกับธรรมชาติ พืช สัตว์ ดาราศาสตร์ โดยเขาเรียกว่า ปฐมปรัชญา-Prote philosophia-the First Philosophy  ต่อมาเขียนตำราชื่อ เมตาฟิสิกส์-the Metaphysics  ซึ่งเป็นหลักความรู้เกี่ยวกับโลกและจักรวาลเขาได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ตั้งชื่อตามชื่อของบุตรชาย นาม นิโคมาคัส (Nicomachus) เป็นหนังสือด้านจริยศาสตร์ ชื่อ     จริยศาสตร์นิโคมาชีน-the Nicomachean Ethics  และตำราเล่มเด่นอีกเล่ม 3 เล่ม  คือ หนังสือชื่อ วาทศาสตร์-the Rhetoric  หนังสือชื่อ กวีนิพนธ์-the Poetics   และ รัฐศาสตร์-the Politics” 

 

                                 เทคนิคการสร้างหลักปรัชญาของอริสโตเติล    ใช้พื้นฐานของหลักชีววิทยา ในขณะที่เพลโต ใช้รากฐานทางคณิตศาสตร์ อริสโตเติล ศึกษาสิ่งแต่ละสิ่งที่มาก่อตัวรวมเป็นกลุ่มสายพันธุ์เดียวกัน มองดูความเจริญเติบโตในแต่ละช่วง มีการเฝ้าสังเกตการณ์ นับได้ว่า ในแนวทางปรัชญาของอริสโตเติลแล้ว ปรัชญากับวิทยาศาสตร์  ได้รับการนำมาบูรณาการเป็นวิธีการแสวงหาความรู้ใหม่  โดยเริ่มต้นจากการสังเกตการณ์ เก็บข้อมูล ซึ่งเป็นวิธีประจักษ์นิยม (empiricism)  จากนั้นจึงสร้างคำอธิบายความรู้ด้วยเทคนิคการใช้เหตุผลนิรนัย(rational deduction)

 

                      แนวปรัชญาที่เด่นคือ หลักแนวคิดว่าด้วยปัจจยการ  (the notion of causality)  ที่แสวงหาคำตอบว่า โลกและจักรวาลที่ดำเนินอยู่ มีอะไรเป็นปฐมเหตุ  จึงนำไปสู่ผลต่างๆ สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

 

                      วิชาการของอริสโตเติล ที่แสดงไว้ในรูปแบบการบูรณาการทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ มีหลากหลายด้าน ได้แก่  ชีววิทยา ดาราศาสตร์ จิตวิทยา จริยศาสตร์ ตรรกศาสตร์ อภิปรัชญา รัฐศาสตร์  สุนทรียศาสตร์   และการวิจารณ์วรรณกรรม  ซึ่งมีเนื้อหาที่ลุ่มลึกทางปัญญาและมีอิทธิพลต่อมนุษยชาติตลอดมา

 

แบบฝึกหัดคำถามท้ายบท

 

1  นักคิดชาวกรีกก่อนยุคโสกราตีส สนใจในการแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องใดเป็นพิเศษ?

 

2  ปรัชญาของโสกราตีสมีลักษณะแตกต่างจากแนวคิดของนักปรัชญากรีกคนอื่นๆอย่างไรบ้าง?

 

3  ทฤษฎีแบบของเพลโต อธิบายความจริงอย่างไร?

 

4  หลักว่าด้วยเส้นแบ่งพรมแดนความรู้และอุปมาอุปมัยเรื่องถ้ำ อธิบายเกี่ยวกับอะไร จงวิพากษ์    เชิงญาณวิทยา

5  ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับหลักแนวคิดว่า ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมสะท้อนธรรมชาติของรัฐหรือสังคม?

ที่มา  วารีญา ภวตูตานนท์ ณ มหาสารคาม “กระแสความคิดปรัชญากรีก

http://www.wareeya.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5350883,o4/o6/13.

There is

under: ปรัชญากรีก

ดูเพิ่ม

under: Uncategorized

บทที่ 1 ความหมายและความสำคัญของปรัชญา

What is philosophy?

คำว่า ปรัชญา มาจากคำศัพท์สันสกฤตว่า “ปร” แปลว่า รอบ, ประเสริญ กับคำว่า “ชญา” แปลว่า รู้, เข้าใจ
เมื่อรวมกันแล้วแปลว่า ความรู้รอบโดยทั่วไป, ความรู้อันประเสริฐ
อังกฤษว่า “Philosophy”
กรีกว่า “Philos” (loving or dear)
กับ “Sophia” (wisdom or knowledge)
ดังนั้นจึงเท่ากับ “Love of Wisdom”

ความหมายของ “ปรัชญา” ต่างทัศนะ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “วิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง”
“ปรัชญาคือความรักในความรู้” โสเครตีส(Socrates)
“การศึกษาถึงธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งโดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าถึงความรู้ที่แท้จริงเป็นนิรันดร์” เพลโต(Plato)
“ทฤษฎีความรู้หรือทฤษฎีคุณค่า เป็นศาสตร์ที่ค้นหาถึงธรรมชาติของสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ด้วยตนเองและคุณสมบัติตามธรรมชาติของสิ่งนั้น” อริสโตเติล(Aristotle)
“ศาสตร์แห่งความรู้และการวิพากษ์วิจารณ์ความรู้” ค้านท์

สาขาของวิชาปรัชญา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ปรัชญาบริสุทธิ์ (Pure Philosophy) ได้แก
1.1 อภิปรัชญา (Metaphysics)
1.2 ญาณวิทยา (Epistemology)
1.3 ตรรกศาสตร์ (Logic) หรือ คุณวิทยา (Axiology)
2. ปรัชญาประยุกต์ (Applied Philosophy) ได้แก่ จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ปรัชญาศาสนา ปรัชญาการเมือง สังคม ฯ

ปัญหาทางปรัชญา
“เราคือใคร เราเกิดมาทำไม? ทำไมเราต้องตายด้วย มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้หรือ? อะไรมีค่าที่สุดในชีวิต?
How   Why  and What ?

วิวัฒนาการทางปรัชญา
1. ยุคมนุษญ์ถ้ำ
2. ยุคเลี้ยงสัตว์
3. ยุคกสิกรรม
4. ยุคกำเนิดรัฐ
5. ยุคอารยธรรม
6. ยุคอารยธรรมเสื่อม
7. ยุคค้นพบอเมริกา

คำถามทางปรัชญา

ทำไมเราต้องเรียนปรัชญา?
ปรัชญา คืออะไร?
ศาสนา คืออะไร?
ปรัชญาและศาสนามีความแตกต่างกันอย่างไร?

คุณค่าทางปรัชญา
- คุณค่าต่อชีวิต (การตัดสินความดี ชั่ว ถูก ผิด)
- คุณค่าทางพฤติกรรม
- คุณค่าทางการเมือง
- คุณค่าทางเศรษฐกิจ
- คุณค่าต่อชีวิตในทางสังคม
- คุณค่าทางวัฒนธรรม
- คุณค่าทางการศึกษา เพราะปรัชญาถือว่าเป็นต้นกำเนิดของศาสตร์ทั้งปวง

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลเพิ่มเติม

under: หลักปรัชญาและตรรกศาสตร์

Older Posts »

Categories